รีวิว : HP Elite Slice ดีไซน์งาม Modular พาเพลิน Mini PC ระดับองค์กร

Elite Slice คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือ Mini PC ระดับองค์กรจาก HP ที่มาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา และฟีเจอร์พิเศษอย่าง Modular Masterpiece ถอดประกอบโมดูล เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับตัวเครื่องจากภายนอกได้เลย


Office of the Future คือเป้าหมายของทาง HP ที่ตั้งเป้าไว้อย่างหนักแน่นว่า อยากให้มีออฟฟิตทำงานสมัยใหม่ ด้วยการเอา Mini PC ที่มีฟีเจอร์และสเปกทรงพลังพอ ๆ กับคอมฯ ตั้งโต๊ะ มาแทนที่ ทำให้รังสรรค์โต๊ะทำงานได้มากกว่าเดิม เพราะมีพื้นที่มากขึ้นนั้นเอง และหนึ่งใน Mini PC ที่ว่า ก็ได้มาอยู่ในมือของผมแล้ว มันคือ HP Elite Slice เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก มาพร้อมหน้าตาที่สวยงามมาก ๆ และฟีเจอร์พิเศษอย่าง Modular Masterpiece สามารถถอดประกอบโมดูลเป็น Stack หลาย ๆ ชั้น เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับตัวเครื่องจากภายนอกได้เลย (เห็นแล้วนึกถึง Acer Revo Build) ส่วนสเปกจะมีประสิทธิภาพขนาดไหน และตัว Modular จะน่าสนในมากน้อยแค่ไหน มาดูกันครับ

HP Elite Slice เป็นอุปกรณ์อีกตัวที่ได้ใช้โลโก้ใหม่ของ HP ด้วย และขึ้นชื่อว่า “Elite” ก็หมายถึง อุปกรณ์สำหรับใช้งานในองค์กรหรือ Businessman / Working Woman โดยเฉพาะนี้เอง ทำให้มีทั้งดีไซน์ ฟีเจอร์ และประสิทธิภาพที่มากกว่ารุ่นทั่ว ๆ ไป (รวมถึงราคาด้วย….)

ตัว HP Elite Slice จะแบ่งเป็น 2 รุ่นคือ Elite Slice Desktop และ Elite Slice For Meeting Rooms โดยรุ่น Meeting Rooms จะมีความแตกต่างตรงที่ มาพร้อม HP Collaboration Cover และโมดูลเพิ่มเติมอย่าง HP Audio Module ทั้งสองเป็นฟีเจอร์สำคัญสำหรับใช้ในองคกร์ ในขณะที่รุ่น Desktop จะมีแต่ตัวเครื่องอย่างเดียว ไม่มีดูลเสริมอะไร แต่ข่าวดีคือ รุ่นที่ผมได้มารีวิวครั้งนี้ คือรุ่นอุปกรณ์จัดเต็ม จะเรียกว่าเป็นรุ่น Meeting Rooms ที่มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบก็ว่าได้

สเปก HP Elite Slice (หรือ “Full Option” Meeting Rooms)

CPU : Intel Core i5-6500T 2.5 GHz (3.1 GHz with Intel Turbo Boost)
GPU : Intel HD Graphics 530
RAM : 8 GB DDR4-2133 SDRAM (2 x 4 GB)
SSD : 256 GB (Samsung NVMe M2)
Ports : USB 3.1 Type-C x 1 (charging) , USB 3.1 Type-C x 1 (alternate mode DP) , USB 3.1 Type-A x 2 , DisplayPort x 1 , HDMI x 1 , RJ-45 x 1 และ headphone-out/microphone-in combo x 1
Connector : Intel 8260 802.11ac 2×2 , Bluetooth 4.2
Dimensions : 6.5 x 1.38 x 6.5 in (เฉพาะตัวเครื่อง ไม่รวมตัวโมดูล)
Weight : 1.05kg (เฉพาะตัวเครื่อง ไม่รวมตัวโมดูล)
Warranty : รับประกัน 3 ปี
OS : Windows 10 Pro 64

สำหรับสเปกเครื่องที่ได้มารีวิวนั้น จะเป็นรุ่นกลาง ๆ แต่มีอุปกรณ์เสริมหรือ Modular แบบจัดเต็ม หากไปซื้อจริง ก็จะมีสเปกให้เราเลือกอีกมากมาย และมีราคามากน้อยแตกต่างกันไป

แกะกล่อง

ตัวกล่องไม่เล็กไม่ใหญ่ ขนาดพอ ๆ กับ HP Elite X3 ที่เคยรีวิวไปเลยครับ

เมื่อแกะกล่องออกมาแล้ว ก็พบอุปกรณ์อัดแน่นมากมาย โดยภายในก็ประกอบไปด้วยตัวเครื่อง, โมดูลเพิ่มเติม 3 ตัว, ชุดไฟเลี้ยง, หัวแปลง DisplayPort เป็น HDMI, สาย  DVI, ชุด Cable Lock และชุดเมาส์กับคีย์บอร์ดไร้สาย (ในกล่องขายจริงอาจมีมากกว่านี้)

วัสดุและดีไซน์

มาชมหน้าตาตัวเครื่องกันก่อน (ก่อนโดนยัดโมดูลจนอ้วน…) เชื่อว่าหลายท่านคงแอบนึกถึง Mini PC ตัวหนึ่งของค่ายผลไม้ แว็บแรกผมก็คิดเหมือนกัน (ฮ่า) ถ้าไม่ติดว่าตัว Elite Slice มีแผงระบายความร้อนรอบตัวยึดออกมานะ ตรงนี้เองที่กลายเป็นจุดเด่นของตัวเครื่องไปเลย ซึ่งนอกจากจะสวยงามแล้ว ก็ยังช่วยระบายความร้อนได้ดีด้วย (ถ้าติดไฟ LED สีทองรอบแผงนี้ด้วยจะโหดมาก) ตัวเครื่องมีสีดำแต่ออกน้ำตาลนิด ๆ ทำให้เห็นรอยนิ้วมือได้บ้าง ส่วนวัสดุเป็นพลาสติกผิวด้านทั้งตัว

ตัวปุ่ม Power จะซ้อนอยู่ที่ด้านหลังตัวเครื่อง อยุ่ตำแหน่งเดียวกับพอร์ตต่าง ๆ ที่ประกอบไปด้วย พอร์ตไฟเลี้ยง , ช่องต่อสาย LAN RJ-45, USB 3.1 Type-C สองช่อง (ด้านข้างอีกหนึ่ง), พอร์ตต่อหูฟัง 3.5 mm (อยู่ด้านข้าง) USB 3.1 Type-A สองช่อง, DisplayPort กับ HDMI อย่างล่ะช่อง และ Cable Lock

เมื่อพลิกดูใต้เครื่อง ก็จะเห็นช่องระบายความร้อนรอบตัวเครื่องอีกชั้น มีปุ่มยางรองพื้น และรูเชื่อมต่อปริศนาหนึ่งช่อง (มีเฉลย)

สำหรับโมดูลหรือส่วน Stack ของเครื่อง อย่างที่ผมบอกไปว่า ได้รุ่น Full Option มารีวิว ก็จะได้เห็นส่วนโมดูลครบทุกตัวเลย ซึ่งประกอบไปด้วย

HP ODD Module หรือ Optical disk drive (Drive CD & DVD) HP Audio Module ส่วนลำโพงจาก Bang & Olufsen มี Microphone ในตัว และ HP VESA Plate ตั้งชื่อให้ดูเท่ ๆ แต่จริง ๆ มันคือ ถาดรองพื้นของตัวเครื่องนั้นแหล่ะครับ

HP Elite Slice + HP VESA Plate

ตัว HP VESA Plate ที่ด้านหลังจะมีปุ่มปลดล๊อค สำหรับถอดประกอบกับตัว Elite Slice ด้วย

หน้าตาชัดของ HP ODD Module และ HP Audio Module

HP ODD Module + HP Audio Module

เฉลยรูเชื่อมปริศนา มันคือส่วนเชื่อมต่อโมดูลต่าง ๆ ผ่าน USB Type-C นั้นเอง

ตัวเครื่องจะเชื่อมต่อผ่าน USB Type-C ของตัวโมดูลนั้น ๆ และทั้งนี้ตัวโมดูลเอง ก็จะมีรูสำหรับเชื่อมต่อแบบเดียวกับ Elite Slice ด้วย

หากต้องการถอดตัวโมดูลออก ให้สังเกตที่ใต้ตัวโมดูล มันจะมีปุ่มสำหรับปลดล็อคอยู่ โดยเราต้องพลิกตัวเครื่องกลับหัว แล้วกดปุ่มนี้ค้าง จากนั้นค่อย ๆ ดึงตัวโมดูลออก (แอบถอดยากนิดหน่อยนะ)

และนี้คือหน้าตาของ HP Elite Slice For Meeting Rooms หากเราซื้อชุดนี้ มันจะแถมส่วนโมดูลลำโพง + ไมค์ด้วยอย่าง HP Audio Module ทั้งนี้ตัวเครื่อง Elite Slice เอง ก็จะมีฟีเจอร์เพิ่มเติมอีกคือ HP Collaboration Cover

ส่วนนี้คือ HP Elite Slice Full Option ตัวเครื่อง + โมดูลทั้ง 3

เมื่อเราประกอบโมดูลทั้งหมด และปิดท้ายด้วย HP VESA Plate ก็จะเป็นการล๊อคส่วนโมดูลทั้งหมด หากจะถอดก็ต้องไล่ถอดตั้งแต่ชั้นล่างเลย ดังนั้นเวลาจะต่อ Ceble Lock สำหรับใช้ในออฟฟิตหรือที่สาธารณะ ให้ต่อสายกับตัวเครื่อง Elite Slice และ VESA Plate จะเป็นการป้องกันทั้งตัวเครื่องและโมดูลทั้งหมด

จากผอมบาง กลายเป็นไอ้อ้วน….

สภาพก่อนรวมร่าง

การใช้งาน

ในตอนที่ผมได้เครื่องมารีวิวนั้น ทาง HP ก็ใจดี เอา Monitor จอโค้งขนาด 34 นิ้ว หรือ HP Elite Display s340c (ราคาอย่าได้ถาม…) มาให้รีวิวควบคู่กันด้วย เพิ่มบารมีให้กับตัว Elite Slice มากทีเดียว

ชุดเมาส์กับคีย์บอร์ดไร้สาย ที่แถมมากับ Elite Slice หน้าตาดูดีไม่น้อย

ตัวเครื่องขณะใช้งาน ต้องบอกเลยว่า ตัวเครื่องทำงานเงียบมาก ไม่มีเสียงพัดลมหรือเสียงใด ๆ เล็ดรอดออกมาเลย ขณะใช้งานหนัก ๆ ก็ยังเงียบเหมือนเดิม

มาถึงส่วนที่หลายคนคาใจ HP Collaboration Cover มันคืออะไร ใครที่ซื้อรุ่น Meeting Rooms นี้คือส่วนฟีเจอร์เพิ่มเติม มันคือปุ่มแบบสัมผัส ประกอบไปด้วยปุ่ม รับสาย ปิดไมค์ ลดเสียง เพิ่มเสียง และโทรออก โดยปุ่มรับสายกับโทรออกนั้น สามารถใช้ร่วมกับโปรแกรม Skype for Business ได้ และเมื่อรวมกับ HP Audio Module ที่เป็นทั้งไมค์และลำโพงด้วย พอนึกออกแล้วใช่ไหมครับ ทั้งหมดนี้มีไว้สำหรับใช้งาน “ประชุมทางไกล” ตามชื่อ For Meeting Rooms นั้นเอง

ตัวปุ่ม Collaboration Cover สามารถเอานิ้วกดหรือสัมผัสได้โดยตรง

ชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ ? (ผอมหรืออ้วน)

ประสิทธิภาพ

ในรุ่นที่รีวิวนี้ ก็มาพร้อมสเปก ซีพียู Intel Core i5-6500T 2.5 GHz (Intel HD Graphics 530) แรม
8 GB DDR4-2133 และ SSD ขนาด 256 GB จาก Samsung

เมื่อทดสอบด้วย Cinebench r15 คะแนนที่ได้ไปคือ OpenGL 45.72 fps และ CPU 468 cb แรงเกือบเทียบเท่า Intel Core i7 Gen 3 กันเลย

X264 ก็ได้ไป 16.73 fps เกือบแรงล่ะ

วัดความเร็ว SSD ด้วย AS SSD Benchmark ด้าน Read พุ่งไปที่ 1649.68 MB/s (ส่วนคะแนน Write ติดบัค – – วัดไม่ได้ซะงั้น)

คะแนนจาก PC Mark8 โปรแกรมวัดประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่อง

ลองเทสเกม เปิดด้วย Resident Evil 6 ได้แรงค์ C คือพอเล่นเกมได้ (แต่อย่าเลย)

ส่วน Monster Hunter Online ตายสนิท…. (Full HD ก็ไม่รอดฮะ)

สรุป

จุดเด่นของ HP Elite Slice ก็คงไม่พ้น Modular ที่ถอดประกอบได้อิสระ ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 3 ตัวคือ HP ODD Module, HP Audio Module และ HP VESA Plate ตรงจุดนี้ หากตัดตัว VESA Plate เท่ากับว่า ตอนนี้ตัว  Elite Slice สามารถเพิ่มโมดูล Drive CD & DVD กับ ลำโพง ได้ 2 อย่างเท่านั้น แต่ถ้าหากทาง HP มีแผนจะทำตัวโมดูลเพิ่มเติม เช่น โมดูลการ์ดจอ, โมดูล HDD หรือ SSD, โมดูลแบตฯ และอื่น ๆ จะเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ๆ แน่นอน จุดเด่นถัดมาคือ ความเป็น Mini PC ที่หากไม่ต่อโมดูลอะไรเลย ตัวเครื่องจะมีขนาดเล็กกะทัดรัดพอควร เหมาะสำหรับใช้งานในออฟฟิต หรือที่สาธารณะสำหรับให้บริการไม่น้อย เพราะต้องยอมรับว่า ตัวเครื่องออกแบบได้สวยจริง ๆ ด้านประสิทธิภาพ ก็จัดอยู่ในระดับใช้งานทั่วไป แต่อย่างไรก็ขึ้นอยู่ที่สเปกที่เราเลือก โดยราคาเริ่มต้นของ HD Elite Slice อยู่ที่ 25,900 บาท ส่วนรุ่น Meeting Room อยู่ที่ 34,000 บาท แต่สำหรับรุ่นที่ผมได้รีวิวนี้ จากที่คำนวนคร่าว ๆ แล้ว รุ่น Elite Slice Full Option (ตั้งชื่อเอง) น่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นกว่า ๆ เลยครับ 

น่าใช้ไหม

ต้องถามตัวเองก่อนว่า “มีปัญหากับพื้นที่บนโต๊ะทำงานหรือไม่” และ “ไม่ชอบใช้โน๊ตบุ๊คหรือเปล่า” ถ้าใช่ ก็เลือก Mini PC สำหรับรุ่นนี้ คะแนนการออกแบบผมให้เต็ม ขนาดและน้ำหนักก็เล็กกำลังดี ส่วนสเปกหรือประสิทธิภาพ ตรงนี้ต้องทำใจว่า แพงกว่าที่ควร โดย Elite Slice รุ่นเริ่มต้นที่ราคา 2 หมื่นกว่า ๆ นั้น เราจะได้แต่ตัวเครื่อง ไม่มีมีโมดุลอะไรแถมมา และสเปก ซีพียู Intel Core i3 (Gen 6) แรม 4GB และ HDD 500GB เท่านั้น แต่แลกกับ ขนาดตัวเครื่องที่เล็กลง และมี Windows 10 Pro กับระบบความปลอดภัยในตัวนี้เอง หากเป็นผู้ใช้ทั่วไปคงไม่เหมาะนัก แต่ถ้าคนทำงาน หรือซื้อไปใช้ในออฟฟิตทีเดียวหลาย ๆ เครื่อง เพื่อทำเป็น Office of the Future ก็ไม่เลวนะ

ข้อดี

  • ตัวเครื่องออกแบบได้สวยมาก ๆ
  • ขนาดเล็กและน้ำเบากำลังดี (ถ้าไม่ต่อโมดูลนะ)
  • เวลาทำงานหนัก เครื่องไม่ร้อนหรือมีเสียงรบกวนเลย
  • ฟีเจอร์ถอดประกอบ Module น่าสนใจ

ข้อสังเกต

  • ประกอบง่าย แต่ถอดยากนิดหนึ่ง (ถ้าชินแล้วไม่น่ามีปัญหา)
  • รุ่นเริ่มต้นไม่แถมโมดูล
  • ราคาเทียบกับสเปกแพงไปหน่อย

4 COMMENTS

  1. รุ่นนี้มีวางขายหรือยังครับ เห็นแล้วอยากได้เลย

    • ผมแนะนำว่าถ้าอยากได้จริงๆสั่งซื้อออนไลน์กับทาง HP ไปเลยน่าจะง่ายกว่านะไม่ต้องไปเดินหาซื้อเองให้เสียเวลา

  2. ดีไซน์ตัวเครื่องน่าสนใจครับ อยากรู้เหมือนกันว่าขายที่ไหน

    • ลองเดินหาตามร้านขายคอมชั้นนำทั่วไปเลยครับ หรือไม่ก็สั่งซื้อออนไลน์กับทาง HP ไปเลยก็ง่ายดี

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here