เทคนิคการใช้ Play store ยังไงไม่ให้เงินรั่ว!

ปัจจุบันการจับจ่ายใช้สอยในร้านค้าออนไลน์ต่างๆ มันช่างง่ายแค่ขยับปลายนิ้ว ทำให้สถานการณ์การเงินของพ่อแม่ผู้ปกครองหลายๆคนดูจะไม่ปลอดภัย อย่างข่าวที่ออกมาให้เราๆเห็นกันเมื่อไม่นานมานี้ กรณีที่เด็กใช้เงินซื้อของในเกม Cookie Run กันไปเป็นแสน!
How today เลยจะมาแนะนำวิธีการอย่างง่ายๆ กันสักเล็กน้อย ว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในการซื้อแอพฯ บนร้านค้าออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Play Store ก็มีวิธีการป้องกันไม่ให้เงินรั่วได้เหมือนกัน เพราะไม่นานมานี้ทาง Google เองก็ได้มีการออกนโยบายจำกัดการใช้จ่ายผ่านร้านค้าออนไลน์อย่าง Play Store เนื่องจากเห็นว่าปัญหาการซื้อขายที่ไม่ได้ผ่านการอนุญาตจากผู้ปกครองนับวันจะยิ่งมีออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่กับประเทศไทยเท่านั้น อย่ารอช้า เรามาดูวิธีการจำกัดการใช้จ่ายใน Play Store กันดีกว่าว่าเขาทำกันยังไง…
1. ใส่รหัสผ่านทุกครั้งเพื่อป้องกันการซื้อที่อาจเกิดจากการกดผิด หรือการซื้อที่ไม่ได้รับอนุญาต
วิธีนี้ดูจะเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่มีอะไรปลอดภัยและป้องกันได้ดีเท่ากับการใส่รหัสผ่าน (ต้องเป็นรหัสผ่านที่เราใช้คนเดียวด้วยนะ) เพราะเชื่อได้ว่าหากเป็นรหัสที่ไม่มีใครรู้แล้วก็ยิ่งไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาแอบซื้อของผ่านบัตรเครดิตของเรา
ขั้นตอนที่ 1 ให้เราเข้าไปที่ Play Store ผ่านแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานอยู่ แล้วแตะที่ขอบจอด้านซ้ายเพื่อเปิดเมนู จากนั้นเลือกที่ Settings
pay_001
ขั้นตอนที่ 2 เมื่อเข้ามาในหน้าเมนู Settings แล้ว ให้เลื่อนลงไปที่ด้านล่างหาหัวข้อ Require password for purchases หากเราไม่ได้ตั้งค่าที่หัวข้อนี้เอาไว้ในระบบจะขึ้นคำว่า Never
pay_002
ขั้นตอนที่ 3 หลังจากที่เรากดเลือกแล้วจะมีหน้าต่างป็อบอัพขึ้นมาเพื่อถามเราว่าจะตั้งค่าให้ระบบถามหารหัสผ่านบ่อยแค่ไหน โดยจะมีสามระดับคือ For all purchases through Google play on this device (ให้ใส่รหัสผ่านทุกครั้งที่ทำการซื้อผ่านอุปกรณ์เครื่องนี้) Every 30 minutes (ทุกๆ 30 นาที) และ Never (ไม่ต้องใส่รหัสผ่าน) ในที่นี้ให้เราเลือกที่ข้อแรกเพื่อความปลอดภัย หากเครื่องของเรามีเด็กเอาไปใช้งานด้วย
pay_003
ขั้นตอนที่ 4 ให้เรากลับเข้าไปใน Play store อีกครั้ง แล้วเลือกแอพพลิเคชันที่เสียเงินเพื่อทดลองระบบ
pay_004
ขั้นตอนที่ 5 เมื่อเลือกแอพฯ แล้วให้ลองกดซื้อดู
pay_005
ขั้นตอนที่ 6 หลังจากที่เรากดซื้อจะเห็นว่าระบบจะทำการป็อบอัพหน้าต่างเพิ่มขึ้นมาเพื่อถามหารหัสผ่าน
pay_006
จะเห็นว่าวิธีนี้ก็ดูจะเป็นการป้องกันการใช้จ่ายผ่าน Play store ที่ได้ผลดีทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันเราจะมีวิธีการป้องกันใดๆ ได้อีกบ้างหากลูกหลานของเราเกิดรู้รหัสผ่านขึ้นมา? หรือหนักกว่านั้นคือเราดันลืมรหัสผ่านขึ้นมาซะเอง? ซึ่งในกรณีนี้ถ้าหากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ซื้อแอพฯใน Play store หรือใช้แอพฯ ที่เสียเงินอยู่แล้ว How today ก็มีอีกหนึ่งวิธีมาแนะนำ ที่รับรองผลว่าเงินจะไม่รั่วออกจากกระเป๋าตังค์ของคุณแน่นอน!
2. ลบบัตรเครดิตที่ใช้ชำระเงินใน Play store ทิ้งไปซะ!
วิธีนี้ขอบอกเลยว่าฮาร์ดคอร์สุดๆ เพราะจะตัดความกังวลทั้งปวงให้หมดไป โดยการกำจัดทางรั่วของเงินทิ้งไปซะ นั้นคือ ลบบัตรเครดิตที่เราผูกเข้ากับ Play store ออกไปแบบถาวร ซึ่งวิธีการที่จะลบบัตรเครดิตทิ้งนั้นง่ายนิดเดียว ตามมาดูกันเลย…
ขั้นตอนที่ 1 ให้เราพิมพ์ค้นหาคำว่า Google wallet ใน Google แล้วคลิกที่ Link แรก ใส่ยูสเซอร์เนมหรือรหัสผ่านของอีเมล gmail.com
pay_007
ขั้นตอนที่ 2 กดคลิกที่ วิธีการชำระเงิน ที่เมนูด้านซ้ายมือ จะปรากฏบัตรเครดิตที่เราใช้ผูกกับทาง Play store ให้เรากดคลิกที่คำว่า ลบ ด้านหลังรูปบัตร
pay_008
ขั้นตอนที่ 3 หลังจากที่เราคลิกที่คำว่าลบแล้ว ระบบจะป็อบอัพหน้าต่างขึ้นมาถามว่า เราต้องการนำบัตรเครดิตออกใช่หรือไม่ ให้คลิกที่ ใช่
pay_009
รูปสุดท้ายจะเห็นว่าในหน้าของวิธีการชำระเงิน จะไม่ปรากฏหน้าบัตรเครดิตใดๆ และหากเราต้องการเพิ่มบัตรเครดิตกลับเข้าไปใหม่ ให้คลิกที่ช่องสีเหลี่ยมสีแดงด้านซ้ายมือที่มีคำว่า เพิ่มบัตรเครดิตหรือเดบิต
pay_010
วิธีการที่สองนี้ทางเราแนะนำสำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้จ่ายหรือซื้อแอพฯ ใน Play store เพราะเป็นการตัดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่ชัวร์ที่สุดด้วยการไม่ผูกบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตใดๆ ไว้กับระบบ
แม้วิธีการแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหาการจ่ายเงินค่าสินค้าออนไลน์จะทำได้ไม่ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะทำให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบายเสมอไป เพราะการตั้งรหัสผ่านก็จะทำให้เราเสียเวลาต้องมานั่งกรอกรหัสผ่านทุกครั้ง แม้จะเป็นวิธีที่จะช่วยให้การจ่ายเงินปลอดภัยมากขึ้นก็ตาม หรือแม้แต่การลบบัตรเครดิตทิ้งไปจากระบบถึงจะเป็นวิธีการที่ทำให้มั่นใจว่าเงินของเราจะไม่รั่วแน่นอน แต่หากวันหนึ่งเราจำเป็นต้องซื้อแอพฯ หรือบริการผ่าน Play store ขึ้นมา ก็ทำให้เดือดร้อนและเสียเวลามานั่งผูกบัตรใหม่
ดังนั้นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการมีสติในการใช้จ่ายเงิน และความรู้เท่าทันในระบบการทำงานของเทคโนโลยีสมัยนี้ เพราะสุดท้ายแล้วก็มีแค่ตัวเราเท่านั้นที่ป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ดีที่สุด

Facebook Comments