3 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง จากงาน Innovation Summit ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ กรุงปารีส

สำหรับปี 2018 นี้ถือเป็นปีทองของโลกเทคโนโลยี และในทุก ๆ ปี เรามักจะได้เห็นรายงายสรุปเทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับองค์กร และการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้จริงทั้งในชีวิตประจำวัน และเชิงธุรกิจมากขึ้น แต่เมื่อไม่นานมานี้ ในงานประชุมสุดยอดเทคโนโลยีของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งได้จัดขึ้นในกรุงปารีส เราได้ค้นพบ 3 เทคโนโลยีสำคัญที่องค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น

3 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง

การที่ได้ร่วมพูดคุยกับเหล่าผู้ใช้บริการในงานประชุมสุดยอดเทคโนโลยีของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในงาน Innovation Summit” เราพบ 3 เทคโนโลยีที่สามารถผลักดันให้องค์กรทันสมัย และสนองตอบการดำเนินธุรกิจ และเป็นที่ต้องการขององค์กรต่าง ๆ มากที่สุด นั่นคือ

เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโครงข่ายให้กับศูนย์ข้อมูล (Edge data centers) ซึ่งสามารถกระจายไปยังศูนย์ข้อมูลย่อยอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ แทน ทำให้ลดอัตราการตอบสนองในการประมวลผลที่ล่าช้าลง ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญมากสำหรับผู้ให้บริการองค์กรธุรกิจ

บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ (Colocation) ตลาดของบริการให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรง เนื่องจากผู้ให้บริการ Colocation ทุกวันนี้สามารถนำเอาเทคโนโลยีแบบออนไลน์เข้ามาใช้ ทำให้ลูกค้าสามารถติดตาม และควบคุมการทำงานได้จากระยะไกลได้

การเพิ่มขีดความสามารถศูนย์ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ (Operate data centers more efficiently and effectively) การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันขององค์กรธุรกิจที่นำนำเอา ดิจิทัล เทคโนโลยี (Digital Technology) มาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ ทำให้เกิดปริมาณข้อมูลมากขึ้น และทำให้องค์กรมีความต้องการพัฒนาศูนย์ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และขีดความสามารถที่เพิ่มยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

ในงานประชุม Innovation Summit นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากเราได้พบผู้ใช้บริการจำนวนมากกว่า 5400 คน ที่ได้เดินทางมาจากทั่วโลก ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลจริงได้ว่าผู้ใช้บริการพบปัญหาอะไรบ้าง และที่ยอดเยี่ยมมากไปกว่านั้นคือการได้พบว่า สิ่งที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค คาดการณ์ และพยายามนำเสนอ ตรงกับสิ่งที่เหล่าผู้ใช้บริการได้พบเช่นกัน

ความต้องการเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มโครงข่ายให้กับศูนย์ข้อมูล (Edge data centers)

เมื่อเราพูดถึงความต้องการของเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความเร็ว (Edge) สิ่งที่เป็นแรงขับคือ อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) หรือ ไอโอที (IoT) เนื่องจาก บริษัทฯ จำนวนมาก ในปัจจุบันใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี IoT ผ่าน แอพพลิเคชั่น ในธุรกิจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น  การค้าปลีก จนถึง การดูแลสุขภาพ ฯลฯ การใช้งานเทคโนโลยีนี้ ทำให้เกิดปริมาณข้อมูลจำนวนมาก โดยสถิติจากดัชนีชี้วัดของ Cisco Global Cloud Index ระบุว่า IoT นั้นมีความสามารถสร้างข้อมูลได้มากกว่าการวิ่งไปมาของหมายเลข IP ถึง 275 เท่า และภายในปี 2020 (สถิติ data center market trends) จะต้องใช้ศูนย์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อจัดการกับข้อมูลทั้งหมดและหลายแห่งจะต้องเป็นศูนย์ข้อมูลระดับสูงที่อยู่ใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูล

สิ่งที่ได้กล่าวไปแสดงให้เห็นโอกาสอันดีของเหล่าผู้ให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจากการที่ได้พูดคุย เหล่าผู้ให้บริการมีความตื่นเต้นที่จะรับบทบาทนี้ เช่นเดียวกับหุ้นส่วนผู้ทำหน้าที่วางแผนกลยุทธ์ของเรา ผู้ซึ่งพร้อมที่จะออกแบบ และนำเสนอระบบประมวลผลแบบขอบแบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงปัจจัยทางด้านเทคโนโลยี โครงสร้างสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง ซอฟแวร์ และบริการเฝ้าจับตาระบบ ซึ่งกระบวนการที่ครบวงจรนี้ยังรวมถึง ศูนย์ข้อมูลสำเร็จรูปและแบบเป็นหน่วยย่อย อย่างที่เราได้ระบุไว้ใน บทความ Why Prefabricated, Modular Solutions Are a Perfect Fit for Edge Data Centers ของเราก่อนหน้านี้

การเติบโตอย่างมากของตลาดบริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ (Colocation Market)

ขณะที่การเติบโตที่รวดเร็วในหมู่ผู้ให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ และวิธีที่จะรับมือ เป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างมากในงาน Innovation Summit นี้ด้วยเช่นกัน การเติบโตที่เพิ่มขึ้นมากนี้ส่วนใหญ่มาจากการที่ยักษ์ใหญ่ของวงการหันมาให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ เพื่อพวกเขาสามารถขยายโครงข่ายธุรกิจออกไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้ครึ่งหนึ่งของผู้ให้บริการเช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์ ถูกครอบครองโดยผู้ให้บริการรายใหญ่และยังคงขยายตัวต่อไป เชื่อว่าในระยะเวลาไม่นาน ผู้ให้บริการรายใหญ่เหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนใหญ่ของบริการประเภทนี้ในไม่ช้า

สำหรับหลักฐานการเติบโต ก็น่าจะมาจากผลกำไรที่เพิ่มขึ้นจากบัญชีหุ้นของเหล่าผู้เล่นรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีข่าวว่า Herb May ซึ่งเป็นหุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการของ DH Capital ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนใน New York และเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงข่ายและโครงสร้างของระบบอินเทอร์เนต ได้เปิดเผยในช่วงปี 2017 ว่า กำไรจากหุ้น CoreSite ได้เพิ่มมากถึง 60% จากหุ้น Interxion เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และ CyrusOne เพิ่มขึ้นถึง 45% และในทำนองเดียวกัน REITs (ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) ยังทำกำไรจากตลาดหุ้นที่คึกคักได้มากขึ้นกว่าปีก่อนๆอีกด้วย

นอกจากนี้ Herb May ยังกล่าวว่า “ไม่มีกลุ่มอุตสาหกรรมไหนได้รับผลประโยชน์ไปมากกว่า REIT กับผู้ให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์อีกแล้ว” และเขาก็ไม่คิดว่าในปี 2018 แนวโน้มนี้จะลดหรือช้าลง โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่ใช้โครงสร้างแบบดำเนินงานด้วยระบบอัตโนมัติ “คลาวด์และการเพิ่มของปริมาณ IP ที่สัญจรบนอินเทอร์เนต ได้สร้างสถานการณ์ที่พลาดไม่ได้ขึ้นมา สำหรับผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่วางระบบโครงข่ายมาอย่างดีและมีความสามารถในการขยายตัว”

ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ให้บริการหลายๆ คน ที่งานประชุม Innovation Summit ดูเหมือนว่าสิ่งที่ Herb May ได้กล่าว จะเป็นความจริงอย่างยิ่ง

การนำเทคโนโลยี IoT และการวิเคราะห์ข้อมูล มาใช้ในศูนย์ข้อมูล

นอกจากนี้ การรักษาความต้องการพื้นที่ศูนย์กลางข้อมูลนี้ก็ช่วยเพิ่มความต้องการในการวิเคราะห์และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆและผลลัพธ์ คือ ธุรกิจในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็ต้องการใช้ประโยชน์จากการมี IoT อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลก็เช่นเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบัน มันเป็นไปได้แล้วที่จะใช้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของศูนย์ข้อมูล และแจ้งให้รายงานสถานะอย่างต่อเนื่อง โดยให้ข้อมูลเรียลไทม์เพื่อแจ้งการบำรุงรักษาและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ เช่น แฟลตฟอร์มระบบ EcoStruxure IT  แบบคลาวด์ ของ Schneider Electric ที่สามารถเก็บข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลหลากรูปแบบ รวมถึงสร้างอุปกรณ์และโครงข่าย จากหลายๆ ร้อยศูนย์ข้อมูล ระบบจะเก็บข้อมูลจากที่ๆ เหมือนทะเลสาบของข้อมูล และนำมาดำเนินการ วิเคราะห์ เพื่อ“เรียนรู้” ถึงตัวบ่งชี้ว่าถึงเวลาที่จะซ่อมบำรุงอุปกรณ์สักชิ้นหรือยัง รวมถึงค้นหาว่าทำอย่างไรประสิทธิภาพของระบบจะยกระดับได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ศูนย์ข้อมูลจะมีความฉลาดขึ้นเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษา และสามารถป้องกันความเสียหาย ได้มากกว่าการแก้ไขความเสียหาย และยังทำงานตามตารางเวลาที่กำหนดได้อีกด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ระบบมีเวลาปฏิบัติงานได้มากขึ้น ในหลายๆกรณี มันยังช่วยยืดอายุของอุปกรณ์ในศูนย์ข้อมูล ลดค่าใช้จ่าย ในทำนองเดียวกัน ข้อมูลที่ EcoStruxure IT เก็บรวบรวมยังทำให้แอพพลิเคชั่นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ ทำให้การดูแลศูนย์ข้อมูลประหยัดค่าใช้จ่าย และเมื่อระบบเหล่านี้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และเชื่อว่าต่อไปธุรกิจต่าง ๆ จะสามารถดำเนินงาน ผ่านระบบอัตโนมัติมากขึ้น

ซึ่งการเข้าร่วมงาน Innovation Summit ในครั้งนี้ทำให้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล และได้มีโอกาสเฝ้ามองการเติบโตที่น่าตกใจ ซึ่ง ชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมีระบบอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่าง EcoStruxure IT

สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ EcoStruxure IT และจะช่วยให้คุณสามารถติดตามการเติบโตของศูนย์ข้อมูลของได้อย่างไ รในขณะที่การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าชมข้อมูลเกี่ยวกับ EcoStruxure IT

บทความโดย เดฟ จอห์นสัน รองประธานบริหารฝ่ายไอที ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
ที่มา : https://blog.schneider-electric.com

Facebook Comments