[Review] DTAC Eagle X 4G – ลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยคิดไปผ่อนมือถือราคาสองหมื่นกว่า

รวดเร็วทันใจจริงๆ สำหรับ DTAC Eagle X 4G สมาร์ทโฟนเรือธงตัวใหม่จากค่ายใบพัดสีฟ้า (ไม่ใช่ค่ายรถยนต์) เรียกได้ว่างานแถลงข่าวเปิดตัวจบปุ๊บ เราก็รีบคว้าเครื่องมีรีวิวให้ชาว ARiPFan.com ได้รับรู้ข้อมูลกันก่อนใคร

2015-05-20 16.28.09

อย่างที่เราได้เห็นกันว่าตลาดสมาร์ทโฟนในช่วงราคาต่ำกว่าหมื่นนันมีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรงมาก ทั้งเครื่องอินเทอร์แบรนด์เอง หรือแบรนด์จากโอเปอเรเตอร์เองก็มีการผลิตภัณฑ์มาแข่งขันกันอย่างดุเดือด โดยจะเห็นได้จากสเปกของสมาร์ทโฟนราคา 5-6 พันบาทนี่จัดเต็มกันราวกับเครื่องราคาเป็นหมื่น

สำหรับ DTAC Eagle เองก็มีการเปิดตัวรุ่นแรกไปไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ในฐานะเรือธงแทนที่ Lion ซึ่เงป็นรุ่นใหญ่เดิม และในครั้งนี้ก็ได้รับการอัพเดตสเปกให้สูงขึ้นเพื่อลุยกับการแข่งขันที่ดุเดือด โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องของการใช้ 4G ซึ่งเป็นสิ่งที่ DTAC กำลังผลักดันอยู่นั่นเอง

2015-05-20 16.24.00

2015-05-20 16.24.38

ถ้ายังจำกันได้ Eagle เดิมนั้นมีดีไซน์ที่เรียกว่าใช้ iPhone 5/5s เป็นแรงบันดาลใจ … ไม่เหมือนเป๊ะ แต่ดูก็รู้ว่า “ได้แรงบันดาลใจ” มาแน่นอน ในรุ่นนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่รุ่นนี้จะไปคล้ายคลึงกับ iPhone 6 แทน จนตอนแรกที่เห็นแบอบคิดในใจว่า ถ้ามันใส่เคส หรือใช้อุปกรณ์เสริมต่างๆ ร่วมกับ iPhone 6 ได้ก็น่าจะดี เพราะแปลว่าคนที่ซื้อไปมั่นใจได้ว่าจะไม่เจอปัญหาเรื่องติดฟิล์มหรือหาเคสใส่ แต่จะทำได้หรือเปล่าเดี๋ยวเราค่อยไปดูกัน

2015-05-20 16.29.40

 

2015-05-20 16.30.58

ด้วยดีไซน์ที่คล้ายกัน Eagle X 4G มาพร้อมกับตัวเครื่องแบบ Unibody คือฝาหลังขึ้นรูปชิ้นเดียว ไร้รอยต่อ มีเพียงแค่ส่วนขอบจอด้านหน้าเท่านั้นที่บรรจบกัน ซึ่งก็ทำออกมาได้เนี๊ยบดีทีเดียว ขอบกระจกด้านหน้ายังทำให้โค้งเช่นเดียวกัน ซึ่งผู้ใช้ก็จะเจอปัญหาเดียวกับ iPhone นั่นคือไม่สามารถติดฟิล์มกันรอยแบบเต็มจอได้! … อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ต้องเอามาเป็นแรงบันดาลใจก็ได้ … ส่วนด้านหลังเครื่องบอกไว้ชัดเจนว่าเครื่องเป็นของ ZTE รุ่น Blade S6 Lite

2015-05-20 16.33.14

2015-05-20 16.33.39

 

2015-05-20 16.34.22

2015-05-20 16.34.05

 

2015-05-20 16.34.40

 

2015-05-20 16.35.16

ด้านล่างของตัวครื่งจะเป็นปุ่มแบบสัมผัส โดยแบ่งเป็นปุ่มกลางที่มีไฟ LED สีฟ้าคอยแสดงสถานะเป็นหลัก และเป็นปุ่ม Home ไปด้วยในตัว ส่วนปุ่มอีก 2 ข้างจะแบ่งเป็น Back อยู่ทางฝั่งซ้าย และเมนูอยู่ทางฝั่งขวา

2015-05-20 16.56.31

ด้านข้างของตัวเครื่องจะมีปุ่มปรับเสียง และปุ่ม Power อยู่ด้านขวาของตัวเครื่อง ส่วนด้านซ้ายไม่มีปุ่ม แต่จะเป็นช่องถาดซิม และ SD Card โดยมีอยู่ 2 ถาด ต้องใช้เข็มจิ้มที่มีมาให้ในกล่องหรือใช้คลิปหนีบกระดาษก้ได้กดเพื่อดึงถาดออก โดยถาดใส่ซิมจะใหญ่และออกมาให้ใส่ซิมแบบ Nano Sim (ขนาดเดียวกับ iPhone) ได้ 2 อัน โดยมีเลขกำกับไว้เรียบร้อย ซึ่งซิม 1 จะรองรับการใช้งาน 3G, LTE ได้ ในขณะที่ซิม 2 จะรองรับได้แค่ 2G (900/1800) เท่านั้น

2015-05-20 16.36.33

 

2015-05-20 16.39.46

คุณสมบัติทางเทคนิค
– Android Lolipop 5.0 พร้อม MiFlavour 3.0 UI
– Qualcomm Snapdragon 410 Quad Core 1.2 GHz
– Ram 1GB
– Memory 8GB รองรับ MicroSD สูงสุด 64 GB
– 5.0″ HD in-Cell IPS แบบ 2.5D
– Screen Resolution 720×1280
– 8 MP f2.0 (Toshiba Sensor) / กล้องหน้า 5MP f2.2 มุมกว้าง 80 องศา (Samsung Sensor)
– Battery 2.400 mAh

2015-05-20 16.41.47

จุดเด่นสำคัญคงอยู่ที่ Android 5.0 (Lolipop) ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดของระบบปฏิบัติการ Android โดยเวอร์ชั่นที่ระบุในเครื่องหลังจากแกะออกมาจากกล่องก็คือ 5.0.2 โดยถือว่าการใช้งานมีความลื่นไหลดีทีเดียว แม้ว่าจะทำงานบนแรมเพียงแค่ 1GB เท่านั้น แต่ก็ไม่น่าแปลกนักเพราะเรายังไม่ได้ลองใช้งานแบบเต็ม ซึ่งถ้าหากเปิดใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คสัก 2-3 ตัว บวกกับโปรแกรมแชทอีกสารพัด จะส่งผลให้ Background Process เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงตอนนั้นคงอืดอยู่พอสมควร

Screenshot_2015-05-20-16-55-14

Screenshot_2015-05-20-16-55-25

Screenshot_2015-05-20-16-55-28

Screenshot_2015-05-20-16-55-33

 

Screenshot_2015-05-20-16-58-56

 

 

อินเทอร์เฟซหรือหน้ากาก MiFlavour UI ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก เพราะนอกจากความลื่นไหลที่สามารถสัมผัสได้แล้ว หน้าจอยังดูสะอาดตา ใช้งานง่าย ปรับแต่งได้ค่อนข้างดี แต่บางส่วนที่ผู้ใช้ทั่วไปอาจจะยังไม่คุ้นก็คงต้องมีการเรียนรู้กันบ้างเล็กน้อย โดยรวมถึงว่าน่าจะประทับใจสำหรับมือถือระดับนี้

Screenshot_2015-05-20-17-37-03

Screenshot_2015-05-20-16-56-58

Screenshot_2015-05-20-16-55-46

Screenshot_2015-05-20-16-59-29

Screenshot_2015-05-20-16-59-33

แอพฯ ที่ติดตั้งมาให้มีเครื่องมือพื้นฐานสำหรับสมาร์ทโฟนมาให้ครบ พร้อมกับติดตั้งแอพฯ ยอดนิยมอย่าง Facebook, Twitter และ Line มาให้เรียบร้อยแล้ว แม้แต่แอพฯ WPS Office ที่ใช้งานกับไฟล์เอกสารต่างๆ ก็มีมาให้ได้ใช้งานกัน รวมถึงแอพฯ ของดีแทคก็ไม่พลาดที่จะติดตั้งมาให้อีกหลายตัวทีเดียว … แต่ไม่เห็น Capture App ที่เพิ่งเปิดบริการไปนะ ผู้ใช้ต้องโหลดเอง ซึ่งถ้าใช้เบอร์ของดีแทคก็ได้จะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มด้วย

Screenshot_2015-05-20-17-00-07

Screenshot_2015-05-20-17-00-12

 

Screenshot_2015-05-20-17-01-06

 

ประสิทธิภาพในการทำงาน จากการทดสอบด้วย Benchmark ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Antutu, PCMark, 3DMark, GFXBench 3.1 ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีพอใช้ โดยเฉพาะใน Antutu นี้จะเห็นว่าไล่บี้ Zenfone5 มาแบบติดๆ เลย

CPU-Z

Screenshot_2015-05-20-17-09-01

Screenshot_2015-05-20-17-09-11

 

Antutu

Screenshot_2015-05-20-17-22-51

Screenshot_2015-05-20-17-22-59

 

3DMark

Screenshot_2015-05-20-23-01-00

Screenshot_2015-05-20-23-06-45

PCMark

Screenshot_2015-05-20-23-17-45

สุดท้ายเรื่องกล้องที่เป็นจุดเด่นไม่แพ้กันเพราะทางดีแทคโฆษณาเอาไว้ว่ากล้องหลังใช้เซนเซอร์ของทาง Toshiba ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในมือถือที่มีระดับราคาสูงกว่านี้หลายรุ่น ซึ่งจากการลองถ่ายภาพดูก็จัดว่าดีกว่าที่คาดไว้มาก แต่ยังติดปัญหาเรื่องการถ่ายในสภาพแสงน้อยที่จะทำให้คุณภาพของภาพลดลงไปมาก แต่ถือว่าคุณภาพดีสมราคา

ตัวอย่างภาพ

IMG_20150520_175330

IMG_20150520_175357

IMG_20150520_175417

IMG_20150520_175451

โดยรวมถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่คุ้มค่าสมกับราคาดี และเมื่อชูประเด็นว่าสามารถใช้ 4G ได้บนสมาร์ทโฟนในราคาเริ่มต้นแค่ไม่ถึง 6 พันบาท ก็เป็นเรื่องน่าสนไม่ว่ากลุ่มที่เพิ่มเปลี่ยนมาใช้สมาร์ทโฟนหรืออยากจะเปลี่ยนกลับมาใช้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดกันบ้าง ส่วนใครที่ยังไม่โดนกับ Eagle X 4G ก็ยังมีทางเลือกอื่นอีกมากมาย รับรองว่าตลาดนี้ดุเดือดแน่นอน

Facebook Comments