เป็นปีที่ Huawei เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วโลกกับการเปิดตัว Huawei P20 Pro ที่ถือว่าเป็นก้าวกระโดดของกล้องบนสมาร์ทโฟน และครั้งนี้จากการที่แอดมิน aripfan ได้ทดลองใช้สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดนี้จึงอยากนำประสบการณ์หลังการใช้มาบอกเล่าด้วย “รีวิว Huawei P20 Pro” ที่คุณต้องรู้ว่ากล้องบนสมาร์ทโฟนที่ใช่ ! เป็นอย่างไร

แต่ก่อนอื่นเลยต้องขอบอกเพื่อนๆ ที่กำลังอ่านในขณะนี้ก่อนว่า รีวิว Huawei P20 Pro ครั้งนี้ เป็นเครื่องที่ Huawei ส่งให้สื่อมวลชนและบล็อกเกอร์ทดสอบ ไม่ใช่รุ่นที่ขายจริง ! ฉะนั้นแล้วซอฟต์แวร์จึงยังไม่เสถียร ประกอบกับฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพนิ่งที่สามารถดัน ISO ได้ถึง 102400 ยังไม่มีให้ใช้ ต้องรอการอัพเดทซอฟต์แวร์จาก Huawei ที่คาดว่าจะมาถึงเร็วๆ นี้

รีวิว Huawei P20 Pro

ตัวเครื่อง

การเปลี่ยนแปลงของ Huawei P20 Pro เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าที่มากับ ‘รอยแหว่ง’ บริเวณขอบบน เทรนด์ยอดฮิตที่แพร่กระจายไปตามสมาร์ทโฟนหลายรุ่นในปัจจุบัน ลักษณะหน้าจอแสดงผลขนาด 6.1 นิ้ว มาในสัดส่วน 18:9 FullView Display เพิ่มการมองเห็นให้กว้างขึ้น ขณะที่ความละเอียดของการแสดงผลอยู่ที่ 1080 x 2240 พิกเซล FHD+ ให้สีสันและความคมชัดสำหรับการมองเห็นที่ชัดเจนมากที่สุด แต่หากเพื่อนๆ คนไหนที่รู้สึกกลัวว่าความคมชัดสูงแบบนี้จะมีผลกับสายตา ก็สามารถปรับความละเอียดลดลงเหลือเพียง 1493 x 720 HD+ ได้ หรือใช้โหมด ‘สบายตา’ ที่จะปรับโทนสีของหน้าจอให้ออกสีเหลืองนวล รวมไปถึงใครที่กังวลเรื่องการแสดงผลความละเอียดสูงจะกินพลังงานก็สามารถเปิดโหมด ‘ความละเอียดอัจฉริยะ’ เพื่อให้ระบบบริหารจัดการความละเอียดได้แบบอัตโนมัติ

ในเรื่องรอยแหว่งหน้าจอ ก็ต้องแชร์กันให้รู้กันสักหน่อยว่าจากที่ผมให้เพื่อนๆ หลายคนทดลองจับ P20 Pro ส่วนใหญ่มักมีคำถามว่า ‘ทำไปเพราะอะไร ?’ ขณะที่ความรู้สึกของแต่ละคนก็มีทั้งชอบและไม่ชอบ ! และมักเข้าใจว่ารอยแหว่งคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่…Huawei ก็เอาใจสำหรับคนต้องการซ่อนรอยแหว่งด้วยโหมด “Notch” (ร่องรอย) ปิดรอยแหว่งหากไม่ต้องการ ส่วนใครที่เฉยๆ กับรอยแหว่งก็สามารถใช้งานได้เหมือนปกติ สามารถลากแท็บเมนูลัดลงมาได้เหมือนสมาร์ทโฟน Android ทั่วไป

ปุ่มโฮมยังมีให้ใช้ตามเดิม มากับเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ กำหนดค่าให้เป็นปุ่ม back กับ recent app ได้ในตัว แต่หากคิดว่าไม่สะดวกก็ใช้ปุ่มควบคุมที่ท้ายสุดของหน้าจอได้ครับ

ด้านหลังถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก ด้วยการใช้กระจกที่ให้ความเงางาม สะท้อนแสง แสดงออกถึงความหรูหรา สามารถเช็ดรอยนิ้วมือที่เปื้อนติดเวลาหยิบจับได้ง่าย ไม่ลื่นหลุดมือง่ายในระหว่างถือใช้งานด้วยมือเดียว คุณผู้หญิงหรือคุณผู้ชายก็สามารถถือได้ง่ายๆ แถมไม่หนักอย่างที่คิดครับ

สุดท้ายกับลำโพงคู่ ครั้งนี้มากับระบบเสียง Dolby Atmos พร้อมความร่วมมือกับ Hi-res Wireless Audio ซึ่งเสียงที่ออกจากลำโพงโดยตรงให้ทั้งความดัง รายละเอียดของเสียงที่ชัดเจนกว่ารุ่นก่อนๆ

กล้อง

ไฮไลท์สำคัญที่หลายคนคงอยากรู้ว่า เหตุใด Huawei P20 Pro ถึงถูกยกให้เป็นสมาร์ทโฟนที่มีกล้องถ่ายภาพดีที่สุดในเวลานี้ อย่างแรก คือ กล้องหลังที่มีมาให้ถึง 3 ตัว มีหน้าที่แยกกันชัดเจน เลนส์บนสุดเป็น Telephoto ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.4 สามารถซูมแบบไฮบริดได้ถึง 5 เท่า, เลนส์ที่สองถัดลงมาเป็น RGB ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 และสุดท้ายเลนส์ Monochrome ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.6 ทั้งหมดมากับเทคโนโลยี Leica

เคล็ดลับที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้องเกิดขึ้นจากการพัฒนา AI ที่มีความชาญฉลาด ถือเป็นการต่อยอดจาก Mate 10 Pro ซึ่ง Huawei เรียกว่า ‘Master AI’ ที่สามารถระบุประเภทของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของทั่วไป, บุคคล, สัตว์ หรือแม้กระทั่งสภาพแสงในช่วงเวลาต่างๆ ได้ถึง 19 แบบ ให้อัตโนมัติแบบเรียลไทม์ โดยที่เราไม่ต้องตั้งค่าใดๆ และที่ฉลาดยิ่งกว่านั้นจากที่ผมได้ทดลองใช้งานก็พบว่า Master AI ยังมีความรวดเร็วในการตรวจจับและวิเคราะห์ภาพประเภทต่างๆ ในทันทีที่เราเปิดกล้องขึ้นมาเตรียมถ่ายภาพอีกด้วย

Master AI ใน Huawei P20 Pro ไม่ใช่พัฒนาเพื่อตรวจจับและวิเคราะห์ภาพต่างๆ เท่านั้น แต่ยังมี AI ที่ช่วยลดอาการสั่นไหวในระหว่างถ่ายภาพและวีดีโอ เรียกว่า ‘AI Image Stabilization’ โดยเฉพาะการซูมถ่ายภาพและการถ่ายภาพกลางคืนครับ

ความดีงามอีกอย่างของระบบกล้องครั้งนี้ ยังมากับ 4D Predictive Focus แค่เปิดกล้องขึ้นมาก็สามารถโฟกัสและจับภาพได้แบบทันที ไม่มีเกิดอาการหน่วง แม้ภาพนั้นๆ จะมีการเคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม

ภาพถ่าย ขณะวัตถุเคลื่อนไหว

ลำดับถัดมาในส่วนของการซูมถ่ายภาพสามารถซูมได้ถึง 5 เท่า พร้อมคงความชัดของภาพไว้ได้ค่อนข้างดี จะมีเรื่องสีที่อาจจะซีดจางไปบ้างเล็กน้อย ซึ่งภาพรวมถือว่าน่าประทับใจครับ

ภาพถ่ายแบบซูม

สำหรับใครที่ชอบถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ ใน Huawei P20 Pro ยังมีโหมด ‘Wide aperture’ (รูรับแสง) มาให้ เลื่อนปรับระดับความเบลอได้อย่างที่ต้องการ ยิ่งตัวเลขน้อย ยิ่งทำให้ฉากหลังเบลอมากขึ้น โดยตัวเลขดังกล่าวเปรียบเสมือนการจำลองค่ารูรับแสงที่มีเลือกต่ำสุด คือ f/0.95 สูงสุด คือ f/16 เป็นอีกเครื่องมือที่ต้องบอกว่ามาพร้อมกับความง่ายสำหรับเพื่อนๆ ที่ชอบถ่ายภาพในลักษณะนี้ครับ

ภาพถ่าย โหมด Wide aperture

โหมด ‘Portrait’ (ถ่ายภาพบุคคล) ใช่ว่าจะมีแต่กล้องหน้า ยังมีให้ใช้กับกล้องหลังอีกด้วย มีโหมดสร้างภาพแบบโบเก้ กับโหมด Beauty มาให้ สามารถเปิดใช้งานทั้งหมดพร้อมกันได้เลย นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ Huawei เพิ่มโหมด ‘3D Portrait Lighting’ มาให้ เป็นการจำลองแสงระดับสตูดิโอในรูปแบบต่างๆ และนำมาปรับใช้กับภาพเพื่อให้เกิดโทนสีที่ดูเข้มข้นหรือนิ่มนวล ซึ่งเราสามารถเลือกเองได้ถึง 6 แบบด้วยกัน

Night Mode

บทพิสูจน์สำคัญของกล้องบนสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม คือ การถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือแสงน้อย ซึ่งขอบอกว่า Huawei P20 Pro ทำการบ้านมาดีมาก ซึ่งการใช้งานในโหมด Auto พร้อมกับ Master AI ถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือแสงน้อย จะมีตรวจจับและวิเคราะห์สภาพแสงอัตโนมัติเพื่อปรับค่าต่างๆ ก่อนถ่ายภาพ เพื่อให้ภาพที่ออกมาดูดีที่สุด แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดครับ ! เพราะการใช้ ‘Night Mode’ (การถ่ายภาพกลางคืน) ช่วยให้การถ่ายภาพในเวลากลางคืนหรือแสงน้อยทำได้ง่ายแสนง่าย ไม่ต้องอาศัยการตั้งค่าด้วยโหมด Pro หรือแม้กระทั่งขาตั้งกล้องก็ไม่จำเป็น !

เมื่อเราลงมือถ่ายภาพด้วยโหมดการถ่ายภาพกลางคืน ระบบจะปรับระดับ ISO ให้อัตโนมัติ พร้อมลากชัตเตอร์ยาว 4 วินาที โดยที่เราสามารถใช้มือเปล่าถือค้างไว้ได้เลย มี AI Image Stabilization ที่ช่วยลดอาการสั่นไหว ซึ่งความสว่างและรายละเอียดของสีถูกปรับอย่างสมดุลให้เกิดความคมชัด แทบไม่มีจุดบนภาพ (Noise) ให้เห็นครับ

ภาพถ่ายช่วงแสงน้อย โหมด Auto

ภาพถ่ายกลางคืน Night mode

ภาพถ่ายกลางคืน โหมด Auto

ภาพถ่ายกลางคืน Night mode

ภาพถ่ายกลางคืน Night mode

กล้องหน้า

กล้องหน้าภายใต้รอยแหว่ง มาพร้อมความละเอียด 24.8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ CMOS, มาพร้อม AI เพื่อตรวจจับใบหน้า พร้อมกับโหมด 3D Portrait Lighting ที่มีเอฟเฟ็กต์แสงระดับสตูดิโอให้ใช้ มีโหมด ‘Portrait’ (ถ่ายภาพบุคคล) ที่สามารถโหมดสร้างภาพแบบโบเก้ กับโหมด Beauty ได้พร้อมกันอีกด้วย

ภาพเซลฟี่ โหมด Portrait + โหมดโบเก้ + โหมด Beauty

นอกจากประสิทธิภาพของกล้องถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้น UI ของกล้องก็ได้รับการปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน จากรุ่นก่อนอย่าง P10 และ Mate 10 Pro ที่สามารถเลื่อนซ้ายเพื่อเข้าถึงการตั้งค่า, เลื่อนขวาเพื่อเข้าถึงโหมดกล้องแบบต่างๆ มาครั้งนี้ใน Huawei P20 Pro จะมีแท็บเมนูกล้องบางเมนูแสดงอยู่เหนือปุ่มกดถ่ายภาพ ส่วนแท็บด้านบนก็จะเป็นส่วนของเมนูการตั้งค่า ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้วรู้สึกว่าการปรับ UI ใหม่ เป็นการเพิ่มขั้นตอนการเข้าถึงเมนูหรือโหมดต่างๆ ให้มากขึ้น ผิดกว่า UI เดิมที่ให้ความง่ายมากกว่า

ถ่ายวีดีโอ

อีกฟีเจอร์ที่มาใหม่เป็นการถ่ายวีดีโอแบบ Super Slow Motion ที่ 960 fps ถือเป็นรุ่นที่ 3 ในตลาดสมาร์ทโฟนที่รองรับฟีเจอร์นี้ ซึ่งความง่ายของการถ่ายวีดีโอแบบ Super Slow Motion ที่ 960 fps ใน Huawei P20 Pro เพื่อนๆ สามารถกดปุ่มถ่ายได้ทันที โดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ ! เท่านี้ระบบก็จะคำนวณและจัดการภาพเคลื่อนไหวให้ช้าลงได้อัตโนมัติ ส่วนความละเอียดของวีดีโอนี้จะอยู่ที่ 1280 x 720 พิกเซล หรือระดับ HD เท่านั้น นอกจากนี้การถ่ายวีดีโอทั่วไปสามารถรอบรับการถ่าย 4K ได้

Huawei P20 Pro ลองถ่าย Super Slow Motion ที่ 960 fps

Huawei P20 Pro ลองถ่ายวีดีโอที่ความละเอียด UHD 4K

รีวิว Huawei P20 Pro กับบทสรุป

จากการรีวิวในครั้งนี้ เพื่อนๆ คงเห็นแล้วว่าผมพุ่งประเด็นไปที่สองเรื่องหลักๆ ได้แก่ ตัวเครื่องและกล้องถ่ายภาพ ซึ่งตัวเครื่องก็ต้องยอมรับว่าสวยและเงางามมาก ยิ่งเฉดสีใหม่ Twilight ยิ่งเป็นที่สะดุดตา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นสีที่ขายดิบขายดีแน่นอน ส่วนเรื่องรอยแหว่งที่บางคนอาจรู้สึกว่าทำไมต้องมีนั้น การที่มีตัวเลือกให้สามารถกลบรอยแหว่งได้ก็น่าจะให้อภัยกันได้

ที่สุดของ Huawei P20 Pro คงต้องยกให้ถ่ายภาพอย่างปฏิเสธไม่ได้ ครบเรื่องในการถ่ายภาพทุกสภาพแสง ผสานกับความฉลาดของ Master AI ที่ช่วยปรับแสงสีของภาพในแต่ละประเภทให้ออกมาดีและสมดุลมากที่สุด ซึ่งในส่วน ISO 102400 ที่คุยไว้เมื่อตอนเปิดตัวคาดว่าซอฟต์แวร์จะมาให้อัพเดทกันในเร็วๆ นี้

เลือกดูสเปก Huawei P20 Pro ได้ที่นี่…คลิก

ภาพถ่ายที่หยิบมาอวด … อิอิ

สั่งซื้อผ่าน Lazada 

สั่งซื้อผ่าน Shopee

 

Facebook Comments