รีวิว ASUS Zenfone 3 ZE520KL พลิกโฉม สู่สิ่งที่ดีกว่า

เคยมีคนถามแอดมินว่าสมาร์ทโฟนราคาถูกๆ ตัวไหนน่าใช้บ้าง หนึ่งในแบรนด์ที่แอดมินแนะนำให้ลองใช้ดูคือ ASUS Zenfone ทำไมถึงต้องเป็นรุ่นนี้น่ะหรอ ก็เพราะเคยใช้ไง ฮ่าๆ แอดมินเคยใช้ตั้งแต่ Zenfone รุ่นแรก เคยรีวิว Zenfone 2 ซึ่งยอมรับเลยครับว่าเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนที่สเปคใช้ได้ ราคาไม่แพง ให้ความคุ้ม เรียกได้ว่าแนวทางนี้ ASUS มาได้ถูกทางทีเดียวในตลาดสมาร์ทโฟน

รีวิว ASUS Zenfone 3

ปัจจุบันปี 2016 Zenfone เดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว ซึ่ง Zenfone 3 ที่เปิดตัวในเมืองไทยก็มีให้เลือกกันหลายต่อหลายรุ่น และครั้งนี้แอดมินได้รับ Zenfone 3 ZE520KL มารีวิว ได้ลองเล่นมาระยะหนึ่งแล้วล่ะ เลยอยากมาเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้รับทราบกันหน่อยครับ

ASUS Zenfone 3 ZE520KL มีสเปคดังนี้

– หน้าจอ Super IPS LCD ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) จอกระจก Gorilla Glass 3 แบบ 2.5D

– ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 แบบ Octa-core

– หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 506

– แรม 3GB หน่วยความจำในเครื่อง 32GB

– รัน Android 6.0.1 Marshmallow ครอบทับด้วย Zen UI 3.0

– ใช้ได้ 2 ซิม : สล็อต 1 ใช้ Micro SIM , สล็อต 2 ใช้ Nano SIM หรือจะใส่ miroSD ก็ได้ รองรับความจุสูงสุด 2TB

– กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล สนับสนุนด้วยเทคโนโลยี ASUS PixelMaster 3.0, เซนเซอร์ Sony IMX298, Laser Focus, ค่ารูรับแสง f/2.0, มีระบบกับสั่น OIS + EIS และแฟลช Dual tone LED

– กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

– รองรับการสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มหลัง ได้สูงสุด 5 นิ้ว

– ใช้ USB Type-C

– แบตเตอรี่ความจุ 2650 mAh

– ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 11,990 บาท

การออกแบบ

รีวิว ASUS Zenfone 3

การออกแบบของ ASUS Zenfone 3 ZE520KL ต้องบอกเลยว่าเป็นการพลิกโฉมสู่สิ่งที่ดีกว่าจริงๆ ตามหัวข้อเลยครับ เพราะรอบนี้เปลี่ยนจากพลาสติกมาเป็นกระจกทั้งหน้าและด้านหลัง ปนด้วยโลหะที่ขอบตัวเครื่อง ให้ความสวยงาม ดูไฮไซขึ้น

ตัวเครื่องด้านหน้าประกอบไปด้วยลำโพงสนทนา กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ขยับมาเล็กน้อยจะมีไฟแสดงสถานะคอยแสดงการแจ้งเตือน ถัดลงด้านล่างของหน้าจอจะเป็นปุ่มโฮม, ปุ่มย้อนกลับ และปุ่ม Recent app ไม่มีไฟในตัว แต่ก็ถือว่าช่วยให้ใช้งานง่ายกว่าปุ่มแบบ on-screen ครับ

หันมาด้านหลังประกอบไปด้วยกล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เลนส์นูนขึ้นมาเล็กน้อย ขนาบข้างด้วย Laser Focus แฟลช Dual tone LED และถัดลงมาเป็นแผงสแกนลายนิ้วมือ

Zenfone-3-Review-03

ขอบตัวเครื่องด้านซ้ายจะเป็นถาดใส่ซิม โดยสล็อต 1 ใช้ Micro SIM, สล็อต 2 ใช้ Nano SIM หรือจะใส่ miroSD ก็ได้ รองรับควรามจุสูงสุด 2TB และขอบตัวเครื่องด้านขวาจะมีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มพาวเวอร์ครับ

ขอบตัวเครื่องด้านบนมีช่องต่อหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร มีไมค์ตัวจิ๋วสำหรับบันทึกและตัดเสียงรบกวนเคียงข้างอยู่ ขณะที่ขอบล่างสุดมีพอร์ต USB Type-C, ลำโพง และช่องไมค์สนทนาขนาดจิ๋ว

ภาพรวมของดีไซน์บอกเลยว่าสวยครับ ขนาดไม่ใหญ่เกินว่าจะหยิบขึ้นมาใช้งานด้วยมือเดียว แต่ด้วยความสวยงามที่เข้ามาก็เหมือนดาบสองคมล่ะครับ เพราะมันจะมากับรอยนิ้วมือเวลาใช้งานอย่างเลี่ยงไม่ได้ พร้อมว่าความลื่นที่อาจต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในขณะหยิบถือ แนะนำว่าควรหาเคสเข้ามาใส่ช่วยครับ

ประสิทธิภาพการใช้งาน

ใน ASUS Zenfone 3 ZE520KL ใช้งานได้ 2 ซิมครับ โดยสล็อต 1 ใช้ Micro SIM, สล็อต 2 ใช้ Nano SIM หรือจะใส่ miroSD ก็ได้ รองรับความจุสูงสุด 2TB ซึ่งหลายคนมักถามว่าเวลาใช้ 2 ซิมแล้วเนี่ย เปิด 3G/4G ได้พร้อมกันเลยป่าว จากที่แอดมินใช้งานจะเปิดใช้ 3G/4G ได้ทีละซิมนะครับ โดยเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเลือกใช้เน็ตซิม 1 หรือซิม 2 ครับ

ส่วน User Interface ทาง ASUS ยังใช้รูปแบบของ  Zen UI เพียงแต่อัพเกรดขึ้นมาเป็นรุ่น 3.0 ครอบทับระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 Marshmallow อีกที ตอนใช้งานลองทัชไปๆ มาๆ ก็ลื่นดีทีเดียวครับ มีลูกเล่นนิดหน่อยในหน้าโฮม เช่น หากเราทัชตรงๆ จากบนลงล่าง จะเป็นเรียกใช้ Google Search ครับ พร้อมแสดงแท็บเป็นแอพพลิเคชันที่เราเพิ่งเปิดใช้งาน รวมถึงแสดงคำค้นหาใน Google ที่กำลังได้รับความนิยมครับ ส่วนอีกแบบ หากเราทัชจากล่างขึ้นบน จะเรียกใช้การจัดการหน้าโฮม หน้าสำหรับการปรับแต่งหน้าจอ เปลี่ยนวอลเปเปอร์ เพิ่มวิตเจ็ต และอื่นๆ ครับ

แท็บ Notification หรือแจ้งเตือน โดยปกติแล้วเราสามารถแตะที่ข้อความแจ้งเตือน และหลังจากนั้นมันจะเด้งเข้าไปยังแอพที่เกี่ยวข้องนั้นๆ แต่ใน Zenfone 3 จะมีเมนูห้อยท้ายจากข้อความแจ้งเตือน เรียกว่า “Tap to manage notifications” ทันทีที่เราแตะปุ๊บ มันจะพาเราไปที่เมนู ASUS Manager เพื่อให้เราจัดการได้ว่าจะเลือกอนุญาตให้แอพใดแสดงการแจ้งเตือนให้เรารู้ หรือปิดบางแอพไม่ต้องส่งข้อความแจ้งเตือนอีก แอดมินว่าเป็นอะไรที่สะดวกดีนะครับ เพราะบางทีเราก็อยากเห็นการแจ้งเตือนเฉพาะแอพที่เราใช้งานเป็นประจำจริงๆ แถมเวลาตั้งค่าก็ไม่ต้องเข้าเมนูหลายชั้นให้มันยุ่งยากครับ

นอกจากนี้ใน ASUS Manager เรายังสามารถเช็คเปอร์เซนต์ของแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ในขณะนั้นได้ว่าจะสามารถใช้งานได้อีกกี่ชั่วโมง ขณะเดียวกันยังแสดงให้เรารู้ด้วยว่าจากแรมทั้งหมดที่มีอยู่ถูกใช้ไปกี่เปอร์เซนต์ พร้อมกันนี้ยังสามารถเคลียร์แคชทั้งหมด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการใช้งาน ที่สำคัญยังสามารถเลือกเปิดโหมดประหยัดพลังงานเมื่อถึงคราวจำเป็นได้ด้วย

ช่วงเราเล่นเกมใน Zenfone 3 เราสามารถเปิดแท็บ Game tool bar ไอคอนที่จะแสดงในขณะเราเล่นเกม ซึ่งใครที่เป็นนักแคสเกมทั้งหลายน่าจะชอบ เพราะมีเมนูบันทึกวีดีโอและสตรีมสดผ่านไปยัง YouTube หรือ Twitch  ได้ครับ

อย่างไรก็ตามใน Zenfone 3 มาพร้อมแอพมากมายจาก ASUS เช่นเคย ซึ่งจะว่าไปแล้วแอพส่วนใหญ่ก็แทบไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ เลยรู้สึกว่าพอเข้าไปใน App Drawer หรือหน้ารวมแอพมันจะดูรกไปหน่อยครับ

สแกนลายนิ้วมือ

Zenfone-3-Review-0023

เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนสมัยนี้ที่จะต้องมี Fingerprint หรือสแกนลายนิ้วมือ ตัวช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการล็อคหน้าหรือการซื้อแอพแบบเสียเงิน ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละเจ้าจะผนึกไว้ที่ปุ่ม home หรือที่ปุ่มด้านหลัง โดยปุ่มด้านหลังใน Zenfone 3 เปลี่ยนแปลงจาก Zenfone 2 ที่แต่เดิมใช้เป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่มชัตเตอร์ถ่ายภาพ มาเป็นแผงเรียบๆ เพื่อใช้สแกนลายนิ้วมือ

จากที่แอดมินทดลองใช้ถือว่าตรวจจับลายนิ้วมือได้เร็วครับ สามารถสแกนและปลดล็อคหน้าจอได้ทันทีเพื่อเข้าหน้า home แม้ในขณะหน้าจอปิดอยู่ก็ตาม แถมยังใช้เป็นปุ่มรับสายเรียกเข้า, เปิดใช้กล้องและถ่ายภาพได้ ซึ่งเราต้องเข้าไปเปิดใช้งานจากในเมนูลายนิ้วมือเสียก่อนครับ

กล้องถ่ายภาพ

Zenfone-3-Review-0027

เป็นอีกจุดที่ ASUS อัพเกรดให้กับ Zenfone 3 ถ้าใครได้ลองใช้น่าจะสนุกกับมันครับ ลักษณะกล้องหลังมีเลนส์ยื่นออกมาเล็กน้อย มาพรัอมความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เมนูสำหรับใช้งานถูกแบ่งฝั่งไว้ให้เห็นกันชัดเจน เผื่อใครที่อยากเปิดโหมดนั้นโหมดนี้ ตั้งค่าปรับเปลี่ยนอะไรต่างๆ ก็สามารถเลือกใช้ได้ทันทีครับ ในกรณีที่เราเตรียมจะถ่ายภาพ สามารถแตะที่หน้าจอเพื่อโฟกัสไปยังจุดใดจุดหนึ่งก่อนถ่ายภาพ หรือหากแตะค้างไว้จะมีแท็บปรับความสว่างแสดงขึ้นมาด้วย เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสำหรับบางคนที่อาจยังไม่รู้ล่ะกันครับ

อีกส่วนหนึ่งของกล้องหลัง หากในขณะเรากำลังจะถ่ายภาพ แต่ต้องเผชิญกับสถานที่ที่มีแสงน้อย ด้วยความฉลาดของเซนเซอร์จะมีลูกศรชี้ไปที่ไอคอนรูปนกฮูก ซึ่งเป็นโหมดถ่ายภาพในที่แสงน้อย แนะนำให้เราเปิดใช้เพื่อให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ

Zenfone-3-Review-0029

Zenfone-3-Review-0028

ระหว่างที่เรากำลังจะถ่ายภาพในที่แสงน้อย จะมีไอคอนรูปนกฮูกโชว์ขึ้นมา แนะนำให้เราเปิดใช้งานครับ

นอกจากนี้โหมด Pro ยังเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้นมาสำหรับคนที่พอมีความคล่องแคล่วในการถ่ายภาพ สามารถปรับค่าต่างๆ ก่อนถ่ายภาพได้ ทั้งโหมดชดเชยแสง, ค่า ISO, โหมด White Balance เป็นต้นครับ

Zenfone-3-Review-0030

User Interface ในโหมด Pro

หากใครที่อยากได้ภาพที่มีความละเอียดสูงไว้ใช้ในงานศิลป์ต่างๆ มีโหมด “ความละเอียดพิเศษ” (เลือกที่ไอคอนสี่เหลี่ยมสี่ช่อง) เมื่อเราลงมือถ่ายภาพแล้ว ภาพนั้นจะมีความละเอียดสูงถึง 9312 x 6984 พิกเซล แต่ความคมชัดนั้นต้องยอมรับว่าอาจจะยังดูด้อยไปเล็กน้อย อยู่ในระดับที่พอใช้เท่านั้นครับ

Zenfone-3-Review-0033

โหมดความละเอียดพิเศษ ขนาดภาพ 9312 x 6984 พิกเซล

สุดท้ายกับเรื่องถ่ายวีดีโอ สามารถเลือกถ่ายที่ความละเอียดระดับ 4K ได้ แต่เมื่อเราเลือกถ่ายวีดีโอที่ความละเอียดนี้ ระบบกันสั่นจะถูกปิดอัตโนมัติครับ ฉะนั้นใครที่จะถ่ายวีดีโอกลางคืนด้วยความละเอียด 4K ก็ควรมีขาตั้งมือถือเป็นตัวช่วยครับ

เอ่ยถึงกล้องหลังสักเล็กน้อยครับ กับความละเอียดที่พกมา 8 ล้านพิกเซล มีโหมดปรับหน้าสวย ปรับความเรียวของใบหน้า มีลูกเล่นที่เหมาะสำหรับการเซลฟี่ได้แจ่มเลยครับ

ตัวอย่างภาพภ่าย

โหมดปกติ

โหมดแสงน้อย

บทสรุปรีวิว ASUS Zenfone 3 ZE520KL

ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา โดยรวมแอดมินจัดให้อยู่ในสมาร์ทโฟนที่น่าสนใจและควรเก็บไว้พิจารณาครับ ใครที่รู้จัก Zenfone มาก่อน ไม่อยากให้คิดเยอะครับว่า เอ๊ะ ! เมื่อก่อนเห็นราคาถูกกว่านี้นิ มาปีนี้ทำไมแพงจัง ? … ก็ต้องบอกกันให้กระจ่างครับว่า ดีไซน์ในรุ่นนี้เปลี่ยนใหม่แทบจะยกชุด ดูหรูขึ้น ถ่ายภาพได้ดีขึ้น ครบเครื่องทุกการใช้งานทั่วไป ทำให้ราคาจึงออกมาอย่างที่เห็นครับ 11,990 บาท ส่วนเรื่องการอัพเดตไปใช้ Android 7.0 Nougat จะต้องรอนานรึเปล่า อันนี้ก็ฝาก ASUS ไปละกันครับว่า ถ้าปล่อยอัพเดตเร็วก็เชื่อว่าคงมีอีกหลายคนที่น่าจะคว้า Zenfone 3 มาครอบครองอย่างไม่ต้องลังเลครับ

ขอขอบคุณ ASUS ประเทศไทย สำหรับตัวเครื่อง Zenfone 3 ในการรีวิวครั้งนี้ครับ

Facebook Comments