กองทัพเรือสหรัฐเปิดตัว SAFFiR สิงห์ผจญเพลิงพันธุ์แกร่ง

นักวิทยาศาสตร์จากกองทัพเรือสหรัฐ ได้พัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้ชวยนักดับเพลิง สำหรับกรณีต้องเข้าไปในพื้นที่อันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จะใช้ SAFFiR หรือหุ่นยนต์ขนาดเท่าคนจริง เข้าไปทำหน้าที่แทน
141106-N-PO203-226.0.0กองทัพเรือสหรัฐได้เปิดตัว หุ่นยนต์กู้ภัย SAFFiR (Shipboard Autonomous Firefighting) รุ่นต้นแบบ ซึ่งคราวนี้มันจะไม่ได้มาแบบ สองขา สามแขน ตัวเตี้ยๆ แบบที่เคยเห็นๆกัน แต่ตอนนี้มันจะมาในลักษณะของมนุษย์ ยืนสองขา มีสองแขน สูง 5 ฟุต หนัก 143 ปอนด์ เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ดับเพลิงที่ร่างกายเป็นเหล็กทั้งร่างนั้นเอง ทางนักวิทยาศาสตร์จากกองทัพเรือสหรัฐ ได้ออกแบบมาเพื่อการรับมือกับอัคคีภัยบนเรือโดยเฉพาะ ซึ่งมันจะสามารถช่วยเข้าไปในพื้นที่ที่มีความร้อนสูง ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้ และจะเข้าไปพร้อมถือสายยางดับเพลิงไปทำหน้าที่แทน ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ลูกเรือเกิดอันตรายจากการสัมผัสกับเพลิงโดยตรงนั้นเอง
web_141106-N-PO203-269.0

ตัวหุ่น SAFFiR จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับควันไฟ และ ตรวจจับเพลิงที่กำลังลุกไหม้ กับเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อที่ให้หุ่นสามารถมองผ่านควันไฟที่หนาแน่นได้ ส่วนการเคลื่อนไหวก็ออกแบบมาให้มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ เวลาปฏิบัติหน้าที่ จะมีโดรน (quadcopter) หนึ่งตัว หรือ DC-21 โดยโดรนตัวดังกล่าว จะเข้าไปนำทางให้ก่อน และจะทำการตรวจสอบพื้นที่โดยรวม เสร็จแล้วค่อยส่งเจ้าหุ่น SAFFiR นี้ตามเข้าไปทีหลัง ตัวหุ่นจะมีผ้าคลุมกันไฟสวมเอาไว้ขณะเข้าพื้นที่อันตราย โดยจะมีการควบคุมจากระยะไกลอีกที Thomas McKenna หรือหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ต่อไปในอนาคต อาจจะมีปฏิบัติการที่เรียกว่า hybrid force หรือ แผนปฏิบัติการการทำงานร่วมกันระหว่างของมนุษย์และหุ่นยนต์นั้นเอง ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้

อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากมันยังเป็นหุ่นต้นแบบ ดังนั้นยังต้องมีการพัฒนาอะไรอีกมาก จากในคลิปข้างล่าง จะเห็นได้ว่า การเคลื่อนที่นั้นยังช้าอยู่มาก ตัวเซ็นเซอร์ก็ยังไม่แม่นยำ ซ้ำร้าย ตัวของโดรนที่จะทำหน้าควบคู่กันนั้น จะบินได้แค่ 5 นาทีเท่านั้นเอง เรียกได้ว่า ยังคงต้องพัฒนาอีกยาวไกล ขนาดทางกองทัพเองยังบอกเช่นกันว่า พวกเราจะต้องพัฒนาในเรื่องของความเร็ว สติปัญญา และความสามารถในการสื่อสาร ให้ดีกว่านี้ ส่วนข้อมูลอื่นๆ ยังไม่มีการเปิดเผยมากนักอย่างไรก็ตาม แค่นี้ก็เรียกได้แล้วว่า ยุคของหุ่นยนต์ อยู่ไม่ไกลแล้ว

ที่มา : theverge

Facebook Comments