รีวิว Xiaomi Mi Note 2 บทพิสูจน์ของแบรนด์จีน กับความท้าทายครั้งใหม่ในเมืองไทย

กระแสสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยชั่วโมงนี้ค่อนข้างมาแรง ซึ่งก็ต้องยอมรับละครับหลายรุ่นดีไซน์อาจจะคล้ายๆ กันบ้าง แต่สเปคดี แถมราคาไม่แพง จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ทำให้คนไทยเปิดรับสมาร์ทโฟนจากจีนมากขึ้น

เมื่อโอกาสเปิดกว้าง i-mobile จึงไม่รอช้านำสมาร์ทโฟน Xiaomi เข้ามาวางขายอย่างเป็นทางการพร้อมกันถึง 3 รุ่น ซึ่งเชื่อว่าคอสมาร์ทโฟน Android คงรอคอยที่จะได้สัมผัสกับแบรนด์ชื่อดังจากจีนรายนี้ ซึ่งครั้งนี้เองที่เราจะได้มาดูกันว่า “Xiaomi Mi Note 2” ที่จัดว่าเป็นรุ่นท็อปที่ i-mobile นำเข้ามาวางขายจะมีดีอย่างไร ไปติดตามพร้อมกันเลยครับ

รีวิว Xiaomi Mi Note 2

Xiaomi Mi Note 2 สเปคมีดังนี้

– ตัวเครื่องบาง 7.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 166 กรัม

– จอ AMOLED ขนาด 5.7 นิ้ว ขอบโค้งทั้งสองด้าน ความละเอียดแสดงผล Full HD (1920 x 1080 พิกเซล)

– ใช้งานได้ 2 ซิม

– ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 821 ความเร็ว 2.4GHz

– ชิปประมวลผลกราฟิก Adreno 530

– ระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow ครอบทับด้วย MIUI 8

– แรม 6GB, หน่วยความจำภายใน 128GB

– กล้องหลังความละเอียด 22.56 ล้านพิกเซล เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX 318, รูรับแสง f/2.0, แฟลชคู่ Dual LED, รองรับการถ่ายวีดีโอในความละเอียด 4K

– กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX 268, รูรับแสง f/2.0

– ฟีเจอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮม, รองรับ NFC

– พอร์ต USB Type-C

– แบตเตอรี่ความจุ 4070 mAh รองรับเทคโนโลยี Quick Charge 3.0

อุปกรณ์ภายในกล่อง มีเคสใสแถมมาด้วย แต่ไม่มีหูฟัง

ดีไซน์

รู้มั้ยว่าครั้งแรกที่ผมหยิบ Mi Note 2 ออกมาจากกล่อง ความรู้สึกแว็บแรกที่เข้ามาหัวตอนนั้นเครื่องนี้ชั่งคล้าย Galaxy Note 7 ก็ทั้งขอบจอโค้ง 2 ข้าง แถมขอบฝาหลังด้านซ้าย-ขวาก็ยังโค้งอีก เห็นแบบนี้แล้วใครที่เคยจับ Galaxy Note 7 มาก่อนก็อาจมีความรู้ที่คล้ายกับผม แต่ตัวเครื่อง Mi Note 2 จากรูปทรงจะค่อนข้างใหญ่กว่าเล็กน้อย

วัสดุหลักๆ จะเป็นกระจกซะส่วนใหญ่ มีโลหะที่กรอบทั้งสี่ด้านที่แทรกเข้ามาเท่านั้น ดังนั้นการจับเครื่องแล้วเกิดรอยนิ้วมือง่ายก็ไม่ต้องแปลกใจ หยิบจับง่าย แอบมีความลื่นอยู่เล็กน้อยเวลาถือ แต่ไม่สะดวกนักหากต้องใช้เพียงมือเดียว

ด้านหน้าไล่ตั้งแต่ส่วนบนจะเป็นลำโพงสนทนากับกล้องหน้า ด้านล่างจะเป็นปุ่มโฮมพร้อมเป็นสแกนลายนิ้วมือในตัว ปุ่ม recent app อยู่ด้านซ้าย และปุ่ม back อยู่ด้านขวา มีไอคอนจุดเล็กแสดงให้เห็นเพียงแค่นั้น

ด้านหลังค่อนข้างเกลี้ยงเกลาดูดีเลยทีเดียว มีเพียงกล้องหลังกับแฟลช True Tone และประดับโลโก้ Xiaomi ให้ตรงส่วนท้ายเท่านั้น

ขอบด้านซ้ายเป็นถาดซิม ส่วนขอบด้านขวาเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง และปุ่มพาวเวอร์

ขอบด้านบนแบ่งเป็น headphone jack 3.5mm, รูไมโครโฟนจิ๋ว และ IR Blaster เซนเซอร์ที่ใช้แทนรีโมตสำหรับควบคุมทีวีหรือเครื่องเสียง

ขอบด้านล่างสุดจะเป็นลำโพงคู่ โดยมีพอร์ต USB Type-C คั่นกลาง

หน้าจอ

Mi Note 2 ใช้จอ AMOLED ขนาด 5.7 นิ้ว ที่ให้ความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) ซึ่งความละเอียดเท่านี้เมื่อรวมกับจอ AMOLED ก็ให้ความคมชัดและความสว่างที่ดีพอสำหรับการมองเห็นแล้ว (ถ้าความละเอียดเพิ่มมากกว่านี้ ราคาก็อาจแพงขึ้นด้วย) นอกจากนี้ภายในเมนูการแสดงผล เรายังสามารถเข้าไปปรับแต่งสี เปิดโหมดเพื่อรองรับกับการอ่าน การใช้งานในเวลากลางคืน หรือปรับขนาดตัวอักษรเพื่อให้ง่ายต่อการมองเห็นได้อีกด้วย

ส่วนขอบจอโค้งทำได้อะไรได้มั้ย ก็ต้องบอกตรงๆ ละครับ โค้งเพื่อความสวยงามอย่างเดียว เรียกใช้งานใดๆ ไม่ได้เลย !

หน่วยความจำจัดเต็มเหนี่ยว

ไม่เต็มเหนี่ยวได้ไง เพราะ Mi Note 2 ให้แรมมาถึง 6GB เพื่อการเรียกข้อมูลต่างๆ ได้เร็วขึ้น และความลื่นในการใช้งานที่ยาวนานต่อเนื่อง (ให้มาเยอะกว่า Galaxy S8 / S8+ อีกนะเออ !) มีหน่วยความจำภายใน 128GB ถึงจะเพิ่ม microSD Card แต่ 128GB บอกเลยว่าใช้จริงๆ เหลือเฟือมากๆ

User Interface

ระบบปฏิบัติการใน Mi Note 2 เป็น Android 6.0 Marshmallow ครอบทับด้วย MIUI 8 ซึ่งจะว่าไปแล้วลักษณะของ UI ของ Xiaomi จะออกแนวเรียบๆ ไอคอนมีหน้าตาที่แบน ขอบโค้งมนเล็กๆ ก็ต้องบอกว่าอิงมาจาก Material design ใน Android และที่สำคัญซอฟต์แวร์ในรุ่นนี้เป็นแบบ Global รองรับภาษาไทย มี PlayStore มาให้พร้อมเสร็จสรรพ

รูปแบบการใช้งานสำหรับผู้ใช้มือใหม่ที่หันมาลอง Mi Note 2 ไม่ต้องปรับตัวอะไรนัก เพราะรูปแบบใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟน Android ทั่วไป สำหรับเมนูและฟีเจอร์อื่นๆ ส่วนใหญ่ยังเป็นตัวเลือกที่เน้นการใช้งานตามความพึงพอใจของแต่ละคน ช่วยเพิ่มสะดวก รวดเร็ว จะมีเพิ่มเติมเล็กน้อยด้วยเมนู “แอพโคลน”

แอพโคลนตัวนี้ การทำงานก็ตรงๆ ตามชื่อเลยครับ เป็นการโคลนแอพเพื่อให้เราสามารถใช้งานแอพเดียวพร้อมกัน 2 บัญชีได้ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แน่นอนว่าแอพที่ใช้ได้มีทั้ง Facebook, LINE, Instagram แอพขายของออนไลน์อย่าง Shopee ก็สามารถสร้างตัวโคลนขึ้นได้ เช่นเดียวกับบางเกมอย่าง Asphalt 8, Metal Soldiers 2 เป็นต้น

ตัวอย่างแอพที่สามารถโคลนได้

อีกเมนูที่อยากแนะนำ “Second space” ภาษาไทยเรียกว่า “พื้นที่ทับซ้อน” ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถสร้างพื้นที่การใช้งานตัวที่สองขึ้นมา เป็นหน้าการใช้งานที่แยกออกจากพื้นที่การใช้งานหลัก ว่าง่ายๆ เป็นการสร้างบัญชีที่สองขึ้นมานั่นเอง เป็นวิธีที่ทำให้เราสามารถแยกใช้เพื่อการทำงานหรือการเล่นเกมได้ รวมไปถึงเอาไว้ใช้กับเด็กๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับหน้าหลักของเรา

หน้าเมนู Second space หรือภาษาไทยว่า “พื้นที่ทับซ้อน

ทดสอบประสิทธิภาพด้วยแอพ Benchmark

ผลคะแนนจาก Antutu Benchmark

สแกนลายนิ้วมือ พื้นฐานการปลดล็อคที่ขาดไม่ได้

คงต้องบอกว่าสแกนลายนิ้วมือ (Finger Print) เป็นฟีเจอร์พื้นฐานในสมาร์ทโฟนยุคนี้ไปแล้ว อาจจะดูเชยไปบ้าง เพราะเวลานี้ตัวท็อปจาก Galaxy S8 / S8+ ไปไกลถึงสแกนม่านตา / จดจำใบหน้าได้แล้ว แต่ก็นับว่าเป็นอีกวิธีการปลดล็อคที่ทำให้คนส่วนใหญ่คุ้นชินไปแล้ว นอกเหนือจากการใส่ PIN หรือลากเส้นจุดต่อกัน ส่วนใน Mi Note 2 เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือทำได้ไวมาก รองรับได้หลายนิ้วมือ

กล้องถ่ายภาพ

เริ่มกันที่กล้องหลังที่พกความละเอียดมาถึง 22.56 ล้านพิกเซล ใช้เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX 318, รูรับแสง f/2.0, แฟลชคู่ Dual LED ในขณะปิดหน้าจออยู่สามารถเปิดกล้องได้เร็วเพียงกดปุ่มลดเสียงติดกัน 2 ครั้ง

UI ของกล้องหลัง

สีของภาพถ่ายด้วยโหมดปกติค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ระบบ Auto Focus ไม่ถึงกับเร็วมาก แต่ก็ไม่ได้ช้าจนรับไม่ได้ สามารถเลือกโฟกัสที่ภาพแล้วทัชเพื่อปรับเพิ่ม-ลดความสว่างได้ แต่ในกรณีที่ต้องการถ่ายภาพระยะใกล้หรือแนว macro อาจต้องหาระยะห่างให้ดีสักหน่อย

ในส่วนการถ่ายภาพในที่แสงน้อยยังต้องปรับปรุง เนื่องจากพบว่าภาพจากการถ่ายเวลากลางคืน มี Noise หรือจุดรบกวนในภาพเยอะพอสมควร ลดความคมชัดไปพอสมควร และแนะนำว่าการใช้ขาตั้งเพื่อถ่ายกลางคืนเป็นตัวช่วยที่ดีอย่างยิ่งครับ

กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์รับภาพ Sony IMX 268, รูรับแสง f/2.0 มีระบบโฟกัสใบหน้าอัตโนมัติ, โหมดอัจฉริยะที่คอยปรับความเนียนบนใบหน้าแบบอัตโนมัติ มี 3 ระดับให้เลือก รวมไปถึงมีโหมดขั้นสูงที่ให้เราเลือกปรับตาโต / หน้าผม / ผิวเนียน เมื่อปรับทุกอย่างจนพร้อมเซลฟี่แล้ว หลังจากกดถ่ายภาพยังพบว่าการบันทึกภาพมีลักษณะหน่วงเล็กน้อย แต่ภาพที่ออกมานับว่าเป็นที่พอใจครับ

UI ของกล้องหน้า

ตัวอย่างภาพถ่าย

ราคา และสรุปรีวิว Xiaomi Mi Note 2

ราคาที่ i-mobile นำเข้ามาวางขายอยู่ที่ 19,900 บาท ก็ต้องบอกตรงๆ อีกละครับว่าค่อนข้างแพงเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ที่แพงส่วนหนึ่งก็พอเข้าใจได้ครับว่าด้วยดีไซน์ที่สวยหรู น่าจับต้อง ให้แรมกับหน่วยความจำมาแบบเต็มเหนี่ยว เรียกได้ว่าไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลจะเต็มง่ายๆ รวมไปถึงแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 4070 mAh จัดเต็มการใช้งานผ่าน 1 วันได้สบายๆ

แต่ Xiaomi Mi Note 2 ก็ต้องยอมรับกับการแข่งขันที่สูงในตลาดตอนนี้ เพราะเมื่อมองแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดและคนไทยเริ่มคุ้นเคยแล้วก็มีหลายเจ้า บางรุ่นมีดีไซน์และสเปคที่เป็นรอง Mi Note 2 อยู่บ้าง แต่ประสิทธิภาพสามารถให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีได้ไม่เป็นรอง รวมไปถึงราคาถูกว่า

สำหรับการหาซื้อ Xiaomi Mi Note 2 สามารถซื้อได้ที่ช้อปของ Open by i-mobile ทุกสาขา รับประกันตัวเครื่อง 1 ปีเต็ม

ข้อดี

– ดีไซน์สวยงาม น่าจับต้อง

– หน้าจอให้ความคมชัด

– การทำงานระหว่างซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ผสมผสานกันได้ลงตัว มอบความลื่นไหลได้ดีในขณะใช้งาน

– แบตเตอรี่อึด ใช้งานแบบเต็มที่ผ่าน 1 วันได้สบาย

ข้อจำกัด

– ราคาที่ค่อนข้างแพง

– กล้องยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้มากกว่ารุ่นอื่น

– ใส่ microSD Card ไม่ได้

Comments

comments