รีวิว ZTE Axon 7 mini รุ่นเล็ก สเปคน่าใช้

หลังจากได้ลูบๆ คลำๆ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่าง ZTE Axon 7 และ Axon 7 mini ไปในงานเปิดตัวที่เมืองไทยเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานนี้แอดมินมีโอกาสสัมผัสและทดลองใช้ ZTE Axon 7 mini รุ่นรองจาก Axon 7 มาพร้อมขนาดกะทัดรัด วัสดุที่ใช้มีความพรีเมี่ยม และสเปคที่จัดว่าน่าใช้เลยทีเดียวครับ

รีวิว ZTE Axon 7 mini

ZTE Axon 7 mini สเปคมีดังนี้

– ตัวเครื่องบาง 7.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 153 กรัม

– หน้าจอแสดงผลแบบ AMOLED ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD (1080 x 1920 พิกเซล 424 ppi)

– ระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow

– ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 617 แบบ Octa-Core ความเร็ว 1.5GHz, หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 405

– RAM 3GB, ROM 32GB รองรับ microSD card ความจุสูงสุด 128GB

– กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชคู่ LED, ค่ารูรับแสง f/1.9, ระบบโฟกัสภาพ PDAF, สามารถบันทึกวีดีโอได้ในความละเอียดสูงสุด 1080p

– กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, ค่ารูรับแสง f/2.2

– เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มด้านหลัง

– ด้านหน้าส่วนบนและส่วนล่างเป็นลำโพง มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos

– ใช้งานได้ 2 ซิมการ์ด

– พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C

– แบตเตอรี่ความจุ 2750 mAh มาพร้อมเทคโนโลยี Quick Charge 2.0

ดีไซน์

ZTE Axon 7 mini ใช้อะลูมิเนียมเป็นวัสดุหลักของการออกแบบ ใช้การผลิตตัวเครื่องในลักษณะที่เรียกว่า Aluminum Full Metal Unibody ขึ้นรูปด้วยอะลูมิเนียมเพียงชิ้นเดียว ทำให้ตัวเครื่องประกอบขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อ ขอบทั้งสี่มุมมีลักษณะโค้งมน ลำโพงถูกติดตั้งอยู่ด้านหน้าบริเวณส่วนบนและส่วนล่าง เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ ZTE Axon 7 mini

zte-axon-7-review-2

zte-axon-7-review-3

ตำแหน่งปุ่มและพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ โดยรอบ ปุ่มโฮม ปุ่มย้อนกลับ ปุ่ม Recent Apps อยู่ในรูปแบบ On-Screen หรืออยู่ส่วนท้ายหน้าจอ ขอบบนสุดเป็นรูเชื่อมต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร พร้อม รูไมโครโฟนจิ๋วตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา ขอบล่างมีรูไมโครโฟนจิ๋วเช่นกัน พร้อมด้วยพอร์ต USB Type-C ไว้ชาร์จแบตเตอรี่และถ่ายโอนข้อมูล ขอบด้านซ้ายเป็นช่องสำหรับซิมการ์ดที่สามารถใส่ NANO SIM ได้ถึง 2 ซิม ขอบด้านขวามีปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, เปิด-ปิดหน้าจอ และปุ่มปรับระดับเสียง ส่วนสุดท้ายด้านหลังจะมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือ

zte-axon-7-review-4

การใช้งาน

ZTE Axon 7 mini มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 6.0 Marshmallow มีอินเทอร์เฟซหรือ UI ที่เรียกว่า Mifavor 4.0 ครอบทับอีกชั้นหนึ่ง หน้าโฮมสกรีมผู้ใช้สามารถปรับแต่งหรือเพิ่มวิตเจ็ตได้หลากหลายตามที่ตัวเองชอบ ทั้งการเปลี่ยนวอลเปเปอร์ เปลี่ยนเอฟเฟกต์การเลื่อนหน้าจอหรือการเพิ่มตัวแสดงผลอื่นๆ เป็นต้น

ในส่วนแอปฯ การตั้งค่า เมื่อเข้ามาจะพบกว่ามี 2 แถบให้เลือก แถบจะแสดงเมนูต่างๆ ที่เราใช้กันเป็นประจำ แถบที่สองจะเป็นเมนูทั้งหมดที่เราสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ ซึ่งใครที่ชอบปรับแต่งค่าต่างๆ ให้เหมาะสมตามที่ต้องการต้องบอกเลยว่ามีอะไรให้ลองเยอะพอสมควร ยกตัวอย่าง เมนูการแสดงผล จะเห็นว่าเมื่อเข้ามาจะพบเมนูย่อยให้เราเลือกตั้งค่าได้อย่างที่เราต้องการจะปรับโทนสี อุณหภูมิสีให้สดใสก็สามารถทำได้ง่าย

เมนูถัดมาที่หลายคนอาจไม่ค่อยใช้มันนักเพราะมีแบตเตอรี่สำรองหรือพาวเวอร์แบงค์คอยเติมแบตเตอรี่ให้อยู่แล้ว นั่นคือ เมนูจัดการพลังงาน จะเห็นว่ามีโหมดที่ให้เราเปิดใช้งานได้เพื่อช่วยจัดการการใช้พลังงานอย่างประหยัด อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบได้ว่าแอปฯ ใดใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไปกี่เปอร์เซนต์

เมนูเกสเจอร์ & เคลื่อนไหว เรียกได้ว่าเป็นเมนูยอดฮิตที่ปรากฏในสมาร์ทโฟน Android หลายๆ รุ่นในปัจจุบัน ใครที่ชอบความสะดวกและมองว่าให้ประโยชน์ในการใช้งานที่ง่ายยิ่งขึ้น ลองใช้เมนูนี้ดูกันครับ

ส่วนเมนูอื่นๆ อาทิ การตั้งค่าระบบเสียง Dolby Atmos ยังมีให้เราปรับรูปแบบเสียงได้ตามความต้องการ และอีกเมนูที่น่าลอง คือ Voiceprint ระบบปลดล็อคหน้าจอด้วยการใช้เสียง สามารถบันทึกคำพูดที่เราคิดว่าง่ายต่อการจดจำ เพื่อใช้ในกรณีที่เราไม่ต้องการใช้สแกนลายนิ้วมือ ซึ่งการใช้งานฟีเจอร์นี้จะต้องตั้งเครื่องประมาณ 45 องศา จากใบหน้าของเรา

ทดสอบประสิทธิภาพ

คะแนนจากการทดสอบประสิทธิภาพผ่านแอปฯ Antutu Benchmark อยู่ที่ 47060 คะแนน

การถ่ายภาพ

เป็นจุดหนึ่งที่แอดมินค่อนข้างชอบครับ เนื่องจากถึงจะเป็นรุ่นรองจาก Axon 7 แต่ประสิทธิภาพในการถ่ายภาพค่อนข้างทำได้ดีมากครับ กล้องหลังที่พกความละเอียดมาถึง 16 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลชคู่ LED, ค่ารูรับแสง f/1.9, ระบบโฟกัสภาพ PDAF สามารถบันทึกวีดีโอได้ในความละเอียดสูงสุด 1080p มีลูกเล่นให้ใช้ถ่ายภาพนิ่งหรือถ่ายวีดีโอพอสมควร เช่น Live เมนูที่จะบันทึกภาพก่อนเรากดชัตเตอร์ถ่าย ทำให้ภาพที่ออกมามีลักษณะเคลื่อนไหวในช่วงเวลาสั้นๆ คล้ายกับเมนู Live Photos บน iPhone 6 ขึ้นไปครับ อีกโหมดสำหรับคนชอบตั้งค่าเอง นั่นคือ Manual ส่วนต่อมาสำหรับคนชอบบันทึกวีดีโอแบบสโลว์โมชั่นก็มีมาให้ใช้งานเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโหมดอื่นๆ ให้ใช้ได้ อาทิ การถ่ายภาพกลางคืนด้วยโหมด Super Night, ถ่ายภาพพาโนรามา, Time Lapse, โหมดลอง เอ๊กซ์โปเจอร์ (ถ่ายภาพขณะรถวิ่งในเวลากลางคืนให้เป็นเห็นแสงเป็นเส้นๆ) เป็นต้น

ในระหว่างที่เราเปิดกล้องหลังเพื่อถ่ายภาพ หากต้องการเพิ่มความสว่างให้กับภาพสามารถแตะที่หน้าจอเพื่อโฟกัสไปที่จุดใดจุดหนึ่ง โดยจะมีป็อบอัพเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาให้เราเพิ่มหรือความสว่างก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์ รวมไปถึงยังมีโหมดฟิลเตอร์เพื่อปรับโทนสีก่อนถ่ายภาพได้อีกด้วยครับ

screenshots-zte-0029

screenshots-zte-0030

ขณะที่กล้องหน้ามีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, ค่ารูรับแสง f/2.2 มีโหมดปรับหน้าเนียน ปรับความขาว ซึ่งการที่จะใช้เซลฟี่รับรองครับว่าได้ใบหน้าที่สวย ขาว เนียน กันทุกคนครับ อิอิ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหลัง

image-from-zte-01

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง ZTE Axon 7 mini ในโหมดปกติ

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า

บทสรุปรีวิว ZTE Axon 7 mini

ในภาพรวมของการทดลองใช้ ZTE Axon 7 mini ไล่ตั้งแต่ดีไซน์ที่ค่อนข้างมีความพรีเมี่ยม ทันสมัยด้วยวัสดุที่นำมาใช้ตามแบบฉบับสมาร์ทโฟน Android หลายๆ รุ่นในปัจจุบัน แต่เชื่อว่าลำโพงที่ออกแบบมาให้อยู่ด้านหน้าทั้งส่วนบนกับส่วนล่างอาจไม่ค่อยถูกใจบางคนนัก สำหรับแอดมินเองแล้วมองว่ามันเป็นอะไรที่แปลกและเป็นเอกลักษณ์ดีนะครับ แถมทำให้เราได้ยินเสียงได้อย่างชัดถ้อยชัดคำเต็มระดับเสียงเวลาดูหนังหรือฟังเพลงครับ

การถ่ายภาพเป็นอีกจุดเด่นครับ กล้องหลังที่มีความละเอียดถึง 16 ล้านพิกเซล คุณภาพจากภาพที่ออกมานับว่าดีใช้ได้ครับ อาจจะไม่คมกริบเท่าพวก S7 แต่ก็เป็นรองไม่มากครับ กล้องหน้าความละเอียด 8 พิกเซล เซลฟี่ได้สวย ขาว เนียนดีทีเดียวครับ

แบตเตอรี่ความจุ 2750 mAh รู้สึกว่าน้อยไปนิดหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ลืมว่าแบตเตอรี่จะอยู่ได้นานข้ามวันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานครับ หากเล่นเกมกราฟิกสูงๆ ดูละครผ่าน LINE ผ่าน YouTube หลายชั่วโมงติดต่อกัน ก็ต้องทำใจครับว่าแบตเตอรี่อาจอยู่ได้ไม่นานนัก

ส่วนระบบปฏิบัติการที่ใช้อยู่ คงต้องลุ้นครับว่า ZTE จะปล่อยอัพเดทให้ได้ใช้ Android 7.0 Nougat รึเปล่า แอดมินก็หวังว่าจะเป็นรุ่นที่ไม่โดนลอยแพนะครับ

สำหรับ  ZTE Axon 7 mini ราคาอยู่ที่ 11,990 บาท หากซื้อกับ AIS สามารถซื้อได้ในราคาเพียง 6,990 บาท เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท และสมัครแพ็คเกจเริ่มต้น 488 บาท นาน 12 เดือน ในการรับประกัน จะรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี, ประกันจอแตกและเปลี่ยนจอ 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 6 เดือน และสุดท้ายรับประกันเรื่องตกน้ำ ซ่อมฟรี 1 ครั้ง

จากราคาที่เห็นต้องบอกว่าไม่โหดอย่างที่ใครๆ คิด ยิ่งซื้อพ่วงกับแพ็คเกจด้วยแล้วคุ้มสำหรับคนซื้อ แถมสเปคจัดว่าดีงามพอตัว ยิ่งเรื่องกล้องแล้วน่าจะเป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนที่สามารถถ่ายภาพได้สวยเลยทีเดียว ขณะที่เรื่องของประกันตัวเครื่อง ZTE จัดหนักเอาใจคนใช้ได้ดี และคาดว่าน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่เพิ่งเคยใช้สมาร์ทโฟน ZTE ได้เป็นอย่างดีด้วยครับ

ขอขอบคุณ ZTE ประเทศไทย สำหรับตัวเครื่องรีวิวในครั้งนี้ครับ

Comments

comments